Taxi (2015)


Taxi (2015) Iranian : Jafar Panahi ♥♥♥♡

แม้ถูกทางการสั่งห้ามสร้างภาพยนตร์ยี่สิบปี! แต่ผู้กำกับ Jafar Panahi ก็ยังคงสรรหาสรรพวิธี คราวนี้รับบทพนักงานขับรถ Taxi Tehran ถ่ายทำจากกล้องหน้ารถ พูดคุยกับผู้โดยสาร, คว้ารางวัล Golden Bear จากเทศกาลหนังเมือง Berlin

แวบแรกตั้งแต่เห็นชื่อหนัง คาดเดาไม่ยากว่าได้แรงบันดาลใจจาก Taste of Cherry (1997) และ Ten (2002) ของผู้กำกับรุ่นพี่ Abbas Kiarostami วิธีการอาจไม่ได้แปลกใหม่ แต่สิ่งน่าสนใจคือประเด็นเนื้อหา และการสำแดงอารยะขัดขืนของผกก. Panahi ถูกทางการสั่งห้ามแล้วไง ไม่มีใครควบคุมอิสรภาพในการสรรสร้างภาพยนตร์ของฉันได้!

ย้อนเวลาไปเมื่อสองสามทศวรรษก่อน ยุคสมัยที่ยังไม่มีระบบดิจิตอล การจะถ่ายทำหนังสักเรื่องต้องใช้กล้อง ต้องใช้ฟีล์ม ต้องใช้เงินทุนประมาณหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่ทางการสามารถควบคุมสตูดิโอ/ผู้จัดจำหน่าย เมื่อออกคำสั่งห้ามใครบางคนยุ่งเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ แทบไม่ต่างจากโทษประหารชีวิต! การมาถึงของยุคสมัยดิจิตอล กล้องราคาถูก ขนาดเล็กลง เข้าถึงผู้คนวงกว้าง กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวทำได้ทุกสิ่งอย่าง มันจึงไม่มีทางที่รัฐจะสามารถควบคุม ออกคำสั่งห้ามได้อีกต่อไป!

จริงๆก็ตั้งแต่ This Is Not a Film (2011) ที่ผกก. Panahi เล็งเห็นความเปลี่ยนแปลงยุคสมัย ทดลองใช้ iPhone (และกล้อง Digital Video) ถ่ายทำ(ไม่ใช่)ภาพยนตร์ แล้วนำเอาไฟล์หนังใส่แฟลชไดร์ฟส่งออกฉายเทศกาลหนัง สำแดงอารยะขัดขืนต่อทางการ และตั้งคำถามถึงกฎกรอบภาพยนตร์


Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami เลยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994), ก่อนได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The White Balloon (1995)

หลังการเลือกตั้งใหญ่ในอิหร่าน ค.ศ. 2009 มีรายงานว่าผกก. Panahi วางแผนสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับกลุ่มเคลื่อนไหว Iranian Green Movement (2009-10) ที่พยายามขับไล่ปธน. Mahmoud Ahmadinejad แต่ยังไม่ทันจะเริ่มต้นทำอะไร ก็ถูกทางการตั้งข้อกล่าวหาสร้างหนังชวนเชื่อต่อต้านสาธารณรัฐอิสลาม “propaganda against the Islamic Republic”

ผลลัพท์ทำให้ ผกก. Panahi ถูกตัดสินโทษจำคุกหกปี ห้ามสร้างภาพยนตร์นานยี่สิบปี! แหล่งข่าวหนึ่งบอกติดคุกจริงๆแค่ประมาณสองเดือน ก่อนได้รับการประกันตัว ลดหย่อนโทษเหลือเพียงกักบริเวณ (House Arrest) อาศัยอยู่ภายในบ้านตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครสามารถกักขังหน่วงเหนี่ยว หาหนทางสรรค์สร้างผลงานเรื่องใหม่ This Is Not a Film (2011) และ Closed Curtain (2013) ลักลอบนำออกฉายต่างประเทศ

แต่ในขณะที่ This Is Not a Film (2011) และ Closed Curtain (2013) ดำเนินเรื่องภายในบ้านพัก/อพาร์ทเม้นท์ สถานที่ส่วนตัว จึงสามารถลักลอบถ่ายทำโดยง่าย, تاکسی อ่านตรงตัว Taxi คือการท้าทายคำสั่งของรัฐโดยตรง ด้วยการแสร้งทำเป็นพนักงานขับรถแท็กซี่ เดินทางไปทั่วกรุง Tehran ใช้เพียงกล้องดิจิตอลวางหน้ารถ Blackmagic Pocket Cinema Camera และบางครั้งโทรศัพท์มือถือ iPhone ถ่ายทำผู้โดยสาร

  • เริ่มต้นการขับรถไปตามท้องถนนกรุง Tehran
  • รับผู้โดยสารชายคนหนึ่ง ถกเถียงกับหญิงสาวเกี่ยวกับการตัดสินโทษข้อหาอาชญากรรม
    • คำกล่าวสุดท้ายของชายคนนั้น อ้างอิงถึง Crimson Gold (2003) … จากคำกล่าวของ Omid
  • รับคนขายดีวีดีเถื่อน Omid ต้องการเหมารถไปหาลูกค้า
  • รับผู้ประสบอุบัติเหตุส่งถึงโรงพยาบาล
    • The Mirror (1997) ก็มีอุบัติเหตุบนถนนเกิดขึ้นถึงสองครั้ง
  • รับส่งหญิงสูงวัยสองคนนำปลาทองไปปล่อย
    • นี่ชัดเจนมากว่าอ้างอิงถึง The White Balloon (1995)
  • แวะรับหลานสาว Hana Saeidi รออยู่หน้าโรงเรียนตามลำพัง
    • คล้ายๆกับ The Mirror (1997) ที่เด็กหญิงถูกทอดทิ้งอยู่หน้าโรงเรียนไม่มีใครมารับกลับบ้าน
  • แวะเวียนไปหาอดีตเพื่อนบ้าน พาหลานสาวไปรับประทานน้ำปั่น (เฟรปเป้) พูดคุยผกก. Panahi เกี่ยวกับอาชญากรที่เป็นคนรู้จัก
  • ระหว่างจอดพัก Hana พบเจอเด็กเก็บขยะ เรียกร้องให้เขานำเงินตกหล่นไปคืนเจ้าของ
    • เด็กเก็บขยะก็ชวนนึกถึงตอนจบของ This Is Not a Film (2011)
    • มันจะมีขณะหนึ่งที่ภาพจากกล้องมือถือของหลานสาว ถ่ายภาพเคลื่อนติดตามจากบุคคลหนึ่ง สู่บุคคลหนึ่ง สู่อีกบุคคลหนึ่ง ลักษณะละม้ายคล้ายการส่งไม้ผลัด (Narrative Shift) ถือเป็นลายเซ็นต์ของผกก. Panahi เลยก็ว่าได้!
  • รับส่งทนายความ Nasrin Sotoudeh ชวนคุยถึง Ghoncheh Ghavami กำลังประท้วงอดอาหารในเรือนจำ
    • ย้อนรอยกับ Offside (2003), Ghoncheh พยายามหาหนทางเข้าไปรับชมการแข่งขันวอลเล่ย์บอลชายที่ Azadi Indoor Stadium เลยถูกจับกุม คุมขังอยู่ Evin Prison
  • ระหว่างผกก. Panahi และ Hana ลงรถไปเดินเล่น รถแท็กซี่ถูกปล้น ลักขโมยกล้องหน้ารถ

บ่อยครั้งระหว่างไม่มีผู้โดยสาร กล้องหน้ารถถ่ายภาพการจราจรบนท้องถนน จะได้ยินเสียงเครื่องสายบรรเลง (ไม่ขึ้นเครดิต) ผมครุ่นคิดว่าน่าจะเป็น Setar (سه‌تار) เครื่องดนตรีพื้นบ้านชาวเปอร์เซีย มอบสัมผัสเคว้งคว้าง ล่องลอย ชีวิตดำเนินไปท่ามกลางเมืองใหญ่อันวุ่นวาย

แม้อยู่ในช่วงถูกกักบริเวณ ห้ามสร้างภาพยนตร์ แต่ผกก. Panahi ก็ไม่เคยสนใจคำสั่งของรัฐที่ไม่ชอบธรรม สำแดงอารยะขัดขืน ท้าทายด้วยการขับรถแท็กซี่ ใช้กล้องหน้ารถบันทึกภาพนั่นโน่นนี่ สร้างสถานการณ์ เรื่องราว ครึ่งจริงครึ่งแต่ง (Docu-Drama) แล้วนำมาร้อยเรียง แปะติดปะต่อ สอดใส่แฟลชไดร์ฟ ส่งออกฉายเทศกาลหนัง

มองผิวเผินเหตุการณ์ต่างๆ ผู้โดยสารที่ขึ้นรถแท็กซี่ ดูไม่ได้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องอะไรกัน แต่ตั้งแต่บุคคลแรกยังเหตุการณ์สุดท้าย หลักๆล้วนเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมระหว่างชาย-หญิง และปัญหาอาชญากรรมในสังคม

  • แรกเริ่มรับผู้โดยสารสองคน ถกเถียงกันเรื่องหัวขโมยแม้จะความผิดเล็กน้อยก็สมควรได้รับโทษประหารชีวิต!
    • หญิงสาวผู้ร่วมถกเถียงยังแสดงความคิดเห็นเรื่องการสนับสนุนการทำแท้ง
  • สามีประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บรุนแรง เรียกร้องขอให้อัดคลิปวีดีโอมอบมรดกแก่ภรรยา
  • คนขายดีวีดีเถื่อน Omid คืออาชีพที่ผิดกฎหมายอย่างแน่นอน! แถมลากพาผกก. Panahi กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
  • หญิงสูงวัยสองคนลักขโมยปลาทอง กำลังจะนำมันไปปล่อยแล้วจับตัวใหม่ ฟังดูก็น่าจะผิดกฎหมายอยู่นะ!
  • อดีตเพื่อนบ้านของผกก. Panahi เล่าถึงคนรู้จักที่เคยจี้ปล้นตนเอง พูดเล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้น รับรู้ปัญหาอีกฝ่าย และยินยอมยกโทษให้อภัย
  • Hana Saeidi ตำหนิต่อว่าเด็กเก็บขยะ ร่ำร้องขอให้อีกฝ่ายเอาเงินเก็บได้ไปคืนเจ้าของ
  • ทนายความ Nasrin Sotoudeh เล่าถึงนักเรียกร้องสิทธิสตรี Ghoncheh Ghavami ที่ถูกจับกุม คุมขัง กำลังอดอาหารประท้วง
  • และตอนจบที่พอผกก. Panahi และหลานสาวลงรถไปเดินเล่น รถแท็กซี่ถูกปล้น ลักขโมยกล้องหน้ารถ

มันมีหลากหลายอาชญากรรมเกิดขึ้นใน 82 นาทีของหนัง! ถ้ายึดตามกฎหมายเป๊ะๆ ทุกคนก็คงถูกจับ ติดคุก ได้รับโทษประหารชีวิตกันหมด แต่มันจำเป็นต้องทำกันถึงขนาดนั้นเชียวฤา เรื่องบางเรื่องสามารถพูดคุยต่อรอง ประณีประณอม เรียนรู้จักยกโทษให้อภัย

ตอนน่าสนใจที่สุดของหนังคืออดีตเพื่อนบ้าน นำเอาภาพบาดแผล(กระมัง)มาเปิดให้ดูใน iPad แล้วบอกว่าตนเองเพิ่งถูกจี้ปล้น กระทำร้ายร่างกาย ซึ่งอาชญากรคนนั้นคือคนรู้จัก เพิ่งนำน้ำส้มมาส่ง ผกก. Panahi พยายามจะขยับกล้องถ่ายใบหน้า แต่มันมีประโยชน์อันใด? เราเคยทำเข้าใจสถานการณ์เขาไหม? ถ้าแจ้งความแล้วศาลตัดสินโทษประหารก็มากเกินไป? แล้วจะให้ฉันทำยังไง?

ช่วงท้ายของหนังคือการเติมเต็มเรื่องราว ปัญหาอาชญากรที่รับฟังมา จู่ๆหวนย้อนกลับมาเกิดขึ้นกับผกก. Panahi เริ่มตั้งแต่หลานสาวพบเจอกระเป๋าสตางค์ ขณะกำลังนำไปคืนหญิงสูงวัยที่ چشمه‌علی, Cheshmeh-Ali (Ali’s Spring) ถูกวัยรุ่นขับทุบกระจก ลักขโมยกล้องหน้ารถ … มันคือการจัดฉากนะครับ ไม่เช่นนั้นจะเอาไฟล์หนังมาให้รับชมได้ยังไง? เพียงต้องให้ผู้ชมครุ่นคิดทบทวน มองย้อนกลับหาตนเอง เรียนรู้จัก “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” นั่นน่าจะทำให้บ้านเมืองน่าอยู่อาศัยขึ้น … กระมัง?

หวนกลับมาที่ผกก. Panahi ใช้งานหลานสาวได้คุ้มค่ามากๆ เสี้ยมสอนให้รู้จักตั้งคำถามกับการบ้านภาพยนตร์ที่ได้รับมอบหมาย และระหว่างถ่ายทำเรื่องราวของเด็กเก็บขยะ (ถือเป็น “Story within Story”) โดยไม่รู้ตัวบันทึกภาพความเป็นจริงที่ไม่ใครอยากให้การยินยอมรับ หรือในหนังเรียกว่า سیاه‌نمایی อ่านว่า Siyāhnamā’ī, แปลตรงตัว Portraying in Black, แต่ในหนังใช้คำว่า Sordid Realism คือคำที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมในอิหร่านกล่าวตำหนิต่อว่าผู้สร้างภาพยนตร์ (โดยเฉพาะ Asghar Farhadi และ Jafar Panahi) ว่านำเสนอด้านมืด/ภาพความจริงที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

Jafar Panahi: There are realities they don’t want shown.
Hana Saeidi: They don’t want to show it, but they do it themselves.


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Berlin เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม สามารถคว้ามาสองรางวัล แต่ด้วยความที่ผกก. Panahi ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ จึงส่งหลานสาว Hana Saeidi (ที่ร่วมเล่นหนัง) มาขึ้นรับรางวัลแทน

  • Golden Berlin Bear
    • Restrictions are often a source of inspiration for an author as they allow him to overcome himself. But sometimes restrictions can be so suffocating that they destroy a project and often crush the soul of the artist. Instead of letting his mind and spirit be destroyed, instead of letting anger and frustration pervade him, Jafar Panahi has written a love letter to cinema. His movie is full of love for his art, his community, his country and his audience – ประธานกรรมการ Darren Aronofsky
  • FIPRESCI Prize
    • Our award goes to a film showing great personal and artistic bravery. It is a multilayered tale about everyday life, an original narrative exploration of both human choices and constrained existence. A humane and subtle portrait of a filmmaker and his country, a man and his surroundings and fellow citizens. Above all, this witty, sharp and devious take on freedom of speech encapsulates the struggle of all artists who seek to overcome the restrictions of reality and express their emotions and opinions regardless of censorship or state bans. The prize for the best film in Competition goes to Taxi directed by Jafar Panahi.

ความสำเร็จระดับนานาชาติของหนัง ทำเงินทั่วโลกกว่า $11.2 ล้านเหรียญ! ผกก. Panahi พยายามโน้มน้าวทางการให้ฉายหนังในอิหร่าน แต่หน่วยงานภาพยนตร์ของรัฐกลับออกมาตำหนิเทศกาลหนัง Berlin ว่ามอบรางวัลด้วยนัยยะแฝงทางการเมือง … สรุปก็คือไม่อนุญาตให้ฉาย!

สำหรับคนชื่นชอบแผ่นสะสม ได้รับการจัดจำหน่าย Blu-Ray โดย Kino Lorber เมื่อปี ค.ศ. 2016 คุณภาพก็ตรงตามไฟล์หนัง (จากกล้องติดหน้ารถ) ไม่มีของแถมอะไร

ปกติแล้วผมชอบหนังลักษณะนี้ เพลิดเพลินไปกับคนแปลกหน้า บทสนทนาคาดไม่ถึง แต่การที่ผกก. Panahi ทำออกมาในลักษณะ Docu-Fiction (สารคดีสมมติ) เหมือนจงใจให้ผู้ชมสามารถจับผิด มันเลยทำให้ทุกสิ่งดูจอมปลอม โดยเฉพาะคำอวยของทนาย Nasrin Sotoudeh เธออาจพูดออกมาจากใจจริง แต่พอบริบทรอบข้างมันเป็นอย่างนั้น ผมเลยรู้สึกเหมือนผู้กำกับกำลังหลงระเริงกับอิสรภาพจนเกินไป

(ผกก. Panahi ถือเป็นวีรบุรุษของฝ่ายเสรี แม้ถูกสั่งห้ามกลับยังแอบสร้างภาพยนตร์, แต่สำหรับฟากฝั่งอนุรักษ์ การฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวย่อมไม่ใช่เรื่องถูกต้องเหมาะสม)

จัดเรตทั่วไป

คำโปรย | ผู้กำกับ Jafar Panahi เป็นพนักงานขับรถ Taxi Tehran เพลิดเพลินเรื่องราวสองข้างทาง รับฟังสารพัดปัญหาในประเทศอิหร่าน
คุณภาพ | เพลิดเพลิน

This Is Not a Film (2011)


This Is Not a Film (2011) Iranian : Jafar Panahi, Mojtaba Mirtahmasb ♥♥♥♡

เมื่อปี ค.ศ. 2010 ผู้กำกับ Jafar Panahi ถูกตัดสินโทษจำคุกหกปี ห้ามสร้างภาพยนตร์ยี่สิบปี! ก่อนได้รับการประกันตัว กักบริเวณอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ วันว่างๆไม่รู้จะทำอะไร เลยหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายทำตนเอง บันทึกใส่แฟลชไดร์ฟส่งออกฉายตามเทศกาลหนังทั่วโลก

หลังการเลือกตั้งใหญ่ในอิหร่าน ค.ศ. 2009 มีรายงานว่าผกก. Panahi วางแผนสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับกลุ่มเคลื่อนไหว Iranian Green Movement (2009-10) ที่พยายามขับไล่ปธน. Mahmoud Ahmadinejad แต่ยังไม่ทันจะเริ่มต้นทำอะไร ก็ถูกทางการตั้งข้อกล่าวหาสร้างหนังชวนเชื่อต่อต้านสาธารณรัฐอิสลาม “propaganda against the Islamic Republic”

ผลลัพท์ทำให้ ผกก. Panahi ถูกตัดสินโทษจำคุกหกปี ห้ามสร้างภาพยนตร์นานยี่สิบปี! แหล่งข่าวหนึ่งบอกติดคุกจริงๆแค่ประมาณสองเดือน ก่อนได้รับการประกันตัว จากนั้นยื่นอุทธรณ์ไม่ผ่าน แต่ได้รับการผ่อนปรนเป็นกักบริเวณ (House Arrest) อาศัยอยู่ภายในบ้านตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011-2022 ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครสามารถกักขังหน่วงเหนี่ยว

This Is Not a Film (2011) ชื่อหนังฟังดูเหมือนความพยายามของผกก. Panahi ตั้งคำถามถึงสิ่งที่ตนเองทำอยู่นี้คือภาพยนตร์หรือเปล่า? หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายโน่นนี่นั่น ทานอาหารเช้า รับชมโทรทัศน์ พูดคุยโทรศัพท์ อ่านบทไม่ได้สร้าง ฯ ฟังดูไม่มีเนื้อหาสาระอะไร แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือการสำแดงอารยะขัดขืน ไม่ยินยอมอยู่ภายใต้กฎกรอบ ฉันถูกกักบริเวณแล้วไง?


Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami เลยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994), ก่อนได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The White Balloon (1995)

ผลงานของผกก. Panahi ตั้งแต่ The Mirror (1997) แม้ประสบความสำเร็จระดับนานาชาติ กวาดรางวัลมากมาย กลับถูกสั่งแบนห้ามฉายในประเทศ เหตุเพราะมีเนื้อหาสะท้อนปัญหาสังคม มันอาจไม่ใช่การต่อต้านรัฐโดยตรง แต่คือการวิพากย์วิจารณ์ สำแดงอารยะขัดขืนต่อขนบกฎกรอบ ภายใต้การปกครองที่ยึดหลักศาสนาอิสลาม

این فیلم نیست อ่านว่า In film nist แปลตรงตัว This Is Not a Film คือชื่อหนังที่มีลักษณะแดกดัน ประชดประชัน ถูกศาลสั่งห้ามสร้างภาพยนตร์ ก็เลยสรรค์สร้างผลงานตั้งชื่อว่านี่ไม่ใช่ภาพยนตร์! จากนั้นพยายามกระทำสิ่งขัดต่อขนบวิถีทางภาพยนตร์ บันทึกภาพกิจวัตรประจำวัน รับชมโทรทัศน์ พูดคุยโทรศัพท์ บลา บลา บลา ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไร … แต่ใครๆคงบอกได้ว่านี่ก็คือภาพยนตร์ (สารคดีก็คือภาพยนตร์แนวหนึ่ง) การตั้งชื่อเช่นนั้นเพื่อเสแสร้งทำเป็นหลีกเลี่ยงกฎหมาย/กองเซนเซอร์เท่านั้นเอง

จริงๆแล้วผกก. Panahi จะถ่ายทำหนังคนเดียว ‘One-Man band’ เลยก็ยังได้ แต่เลือกที่จะชักชวนเพื่อนผู้กำกับ/ตากล้องถ่ายทำสารคดี Mojtaba Mirtahmasb, مجتبی میرطهماسب ให้มาช่วยถือกล้องดิจิตอล (ส่วนตนเองก็ถือกล้องโทรศัพท์ iPhone) พูดคุยคลายเหงา และแบ่งเบาภาระการทำงาน … มันจะมีฉากที่ผกก. Panahi อ่านบทหนังไม่ได้สร้าง จำลองสถานการณ์ การมีผู้ช่วยถือกล้อง ทำให้การถ่ายทำสะดวกรวดเร็ว ง่ายขึ้นเยอะ!


ความน่าสนใจของ This Is Not a Film (2011) ไม่ใช่การตั้งคำถามว่าหนังเรื่องนี้จัดเป็นภาพยนตร์ไหม? เพราะต่อให้ตลอดทั้งเรื่องมีภาพช็อตเดียวอย่าง Empire (1965) ก็ยังสามารถจัดเป็นภาพยนตร์! แต่คือความพยายามสรรหาเรื่องราว/เหตุการณ์ ตั้งคำถามถึงกฎกรอบภาพยนตร์ … คล้ายๆกับ Venom and Eternity (1951) ที่พยายามทำลายข้อจำกัดทางภาพและเสียง

จริงๆต้องไล่มาตั้งแต่ The Mirror (1997) ครั้งแรกที่ผกก. Panahi เริ่มต้นทำลายกฎกรอบภาพยนตร์ เด็กหญิงถ่ายหนังอยู่ดีๆก็วีนแตก บอกไม่เล่นหนังแล้ว ขอกลับบ้านด้วยตนเอง, พอมาถึง This Is Not a Film (2011) ช่วงแรกๆทำเหมือนถ่ายทำภาพยนตร์ บันทึกภาพกิจวัตรประจำวันทั่วๆไป ต่อจากนั้นก็ “Breaking the Fourth Wall” หันมาสบตาหน้ากล้อง พูดคุยกับผู้ชม … และแน่นอนว่าต้องมีการกล่าวอ้างอิงถึง The Mirror (1997)

ต่อมาผกก. Panahi ตัดสินใจอ่านบทหนังที่ไม่ได้รับการอนุมัติสร้าง (ก็ถือว่าไม่เป็นการสร้างหนัง แค่อ่านจากบทหนัง) จำลองสถานการณ์ด้วยการใช้สก็อตเทปแปะบนพรม ให้ผู้ชมจินตนาการว่ามันคือผนังกำแพง ประตูหน้าต่าง ห้องพักของตัวละคร จากนั้นเริ่มอธิบายว่าใครทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร (ชวนนึกถึง Dogville (2003) ของผกก. Lars von Trier) นั่นถือเป็นการทำลายกฎกรอบภาพยนตร์ที่ว่าต้องถ่ายทำยังสถานที่ มีนักแสดง จัดแสง บทพูดสนทนา ฯ

จากนั้นพออ่านบทหนังได้สองสามฉาก ผกก. Panahi เกิดความตระหนักว่าเสียเวลา ไม่คุ้มค่า สรรหาเหตุผลมาอธิบายว่าตอนถ่ายทำจริงมันมีเหตุปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้มากมาย บลา บลา บลา นั่นเรียกว่าการทำลายซ้อนทำลาย … ตอนอ่านบทถือว่าเป็นการทำลายกฎกรอบภาพยนตร์ระดับหนึ่ง แล้วจู่ๆเลิกอ่านบทหนัง ก็เท่ากับเป็นการทำลายสิ่งที่เจ้าตัวสร้างขึ้นอีกที!

ถ้าแค่นี้ยังไม่รู้สึกพึงพอใจ หลังพักดื่มกาแฟ สงบสติอารมณ์ ผกก. Panahi ยังมียกสองกลับมาอ่านบทหนัง บลา บลา บลา แล้วพอถึงจุดๆหนึ่งก็ยินยอมรับความพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง ฉีกสก็อตเทป เลื่อนโต๊ะเก้าอี้กลับคืนที่เก่า … สรุปแล้วพล็อตเรื่องย่อเป็นยังไงก็ไม่รู้ละ อ่านไม่จบ ไม่คืบหน้าไปไหน จับใจความได้เพียงแค่ว่าตัวละครถูกครอบครัวกักขังในบ้าน แบบเดียวกับสภาพของผกก. Panahi ในปัจจุบัน!

หลังหมดความสนใจจากบทหนังที่มีเรื่องราวคู่ขนานกับชีวิตของตนเอง พระอาทิตย์ก็เคลื่อนคล้อยตกดิน ชาวอิหร่านกำลังเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ … นี่ย้อนรอยกับ The White Balloon (1995) ที่มีพื้นหลังวันปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย และเติมเต็มแนวคิดของ The Circle (2000) ที่หลายๆผลงานของผกก. Panahi เวียนวงกลม หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น

ช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผกก. Panahi ได้ปรับเปลี่ยนสไตล์หนัง วิธีการนำเสนอ หรืออาจจะมองว่าแปรสภาพกลายเป็นนามธรรม (Abstract) เริ่มต้นด้วยการหันกล้องดิจิตอลเข้าหาโทรศัพท์มือถือ นั่นคือภาพสะท้อนกระจก มองย้อนกลับหาตัวตนเอง ฉันคือตากล้องและตากล้องคือฉัน, จากนั้นถึงเวลาที่ตากล้อง Mirtahmasb ต้องเดินทางกลับบ้าน ขณะเดียวกันก็ได้พบเจอเพื่อนใหม่ นักศึกษาทำงานเก็บขยะพาร์ทไทม์

มีบทความแสดวความคิดเห็นถึงการเก็บขยะ ลงลิฟท์ พอถึงหน้าประตู ภายนอกดูโกลาหล สับสนวุ่นวาย ราวกับลงจากสวรรค์มาพบเจอขุมนรก! แต่ผมมองในแง่ของการท้าทาย/ทำลายกฎกรอบ กล่าวคือผกก. Panahi ถูกสั่งกักบริเวณภายในอพาร์ทเม้นท์ เช่นนั้นแล้วขอบเขตอยู่ตรงไหน ประตูห้องพัก ลงลิฟท์มาชั้นล่าง ประตูทางเข้า หรือไร?

ชื่อหนัง This Is Not a Film ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาด La Trahison des images (1929) แปลว่า The Treachery of Image ผลงานศิลปะของ René Magritte จิตรกรลัทธิเหนือจริง (Surrealist) สัญชาติ Belgian เป็นภาพไปป์สูบยา แต่ข้อความด้านล่างเขียนว่า Ceci n’est pas une pipe แปลว่า This Is Not a Pipe

The famous pipe. How people reproached me for it! And yet, could you stuff my pipe? No, it’s just a representation, is it not? So if I had written on my picture “This is a pipe”, I’d have been lying!

René Magritte

หลังจากเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ Special Screening ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes ก็ตระเวนไปตามเทศกาลหนังอื่นๆ กวาดรางวัลมากมาย และเห็นว่าเข้าถึงรอบ 15 เรื่องสุดท้าย Oscar: Best Documentary Feature

ด้วยความที่หนังมาเป็นไฟล์ดิจิตอลจึงไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพเก่าเก็บ (แต่คุณภาพของภาพถ่ายก็ตามมีตามยุคสมัย) สามารถหาซื้อ DVD หรือรับชมออนไลน์ได้จาก Criterion Channel ฯ

ส่วนตัวชื่นชอบความพยายามของผกก. Panahi แม้ถูกกักบริเวณ ยังสำแดงความหัวขบถ อารยะขัดขืน ครุ่นคิดหาวิธีสรรสร้างภาพยนตร์ แต่ปัญหาคือหลังจากเขาล้มเลิกการอ่านบทหนัง ความคาดหวังของผู้ชมก็ค่อยๆพังทลาย เรื่องราวแปรสภาพสู่นามธรรม (Abstraction) ไม่สามารถทำให้เกิดอารมณ์ร่วมได้แบบ Arirang (2010) ของผกก. Kim Ki-duk

จัดเรตทั่วไป

คำโปรย | แม้ถูกจำกัดบริเวณผู้กำกับ Jafar Panahi ยังพยายามต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางสรรสร้าง(ไม่ใช่)ภาพยนตร์
คุณภาพ | ม่ช่หนัง

Offside (2006)


Offside (2006) Iranian : Jafar Panahi ♥♥♥♡

ในประเทศอิหร่าน หลายๆสิ่งอย่างมีการแบ่งแยกชาย-หญิง (Sex Segregation) ห้ามยุ่งเกี่ยว สุงสิง สัมผัสเนื้อต้องตัว เฉกเช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬา รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2006 สตรีเพศไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าชม พวกเธอจึงสรรหาวิธีแอบเข้าไปในสนาม

Offside ภาษาฟุตบอลแปลว่าการล้ำหน้า ทุกครั้งที่มีการตั้งเตะ (ลูกบอลหยุดอยู่นิ่ง) แล้วมีผู้เล่นฝ่ายรุกยืนใกล้ประตูมากกว่าผู้เล่นฝ่ายรับ (ไม่นับรวมผู้รักษาประตู) กรรมการริมเส้นจะยกธงแสดงสัญลักษณ์ล้ำหน้า จุดประสงค์เพื่อไม่ให้ฝ่ายรุกได้เปรียบจนเกินไป

ซึ่งในบริบทของหนัง Offside สามารถสื่อถึงกลุ่มสาวๆวัยรุ่น หลงใหลคลั่งไคล้กีฬาฟุตบอล พยายามอย่างยิ่งที่จะหาหนทางเข้าไปเชียร์ทีมชาติในสนาม แต่นั่นคือการกระทำที่ล้ำเส้น ล้ำหน้า ผิดกฎกติกาสังคม ชาวอิหร่านส่วนใหญ่(ยัง)ไม่ให้การยินยอมรับ!

จริงๆแล้วมันไม่มีกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าสตรีเพศห้ามรับชมการแข่งขันฟุตบอลในสนาม แต่มันคือสามัญสำนึก/กฎไม่ได้เขียนไว้ (Unwritten Law) ใช้ข้ออ้างศาสนาอิสลามแบ่งแยกชาย-หญิง ห้ามยุ่งเกี่ยว สุงสิง สัมผัสเนื้อต้องตัว

Of course when you try to restrict something or implement a restriction it has to be based on some sort of law. But there is nothing in the law which has been approved by the Iranian parliament or anybody else which bans women from taking part. It has become a kind of unwritten law. The policemen and the soldiers too, have to follow this unwritten law and unwritten rules, and they are answerable to their superiors for it.

Jafar Panahi

แน่นอนว่าหนังถูกแบนห้ามฉายในประเทศ เพราะเรื่องราวดังกล่าวคือการสำแดงอารยะขัดขืน เหมือนพยายามชี้นำให้สตรีเพศไม่ปฏิบัติตามขนบกฎกรอบทางสังคม แต่ผกก. Panahi ก็สามารถลักลอบส่งฟีล์มไปฉายต่างประเทศ ประสบความสำเร็จ กวาดรางวัลมากมาย สร้างความอับอายให้รัฐ สรรหาข้ออ้างยึดพาร์สปอร์ต ตัดสินโทษจำคุกหกปี (ติดจริงสองเดือน แล้วถูกกักบริเวณในบ้าน) และห้ามสร้างภาพยนตร์ 20 ปี … ถึงอย่างนั้น ฉันไม่แคร์!


Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami เลยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994), ก่อนได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The White Balloon (1995), ติดตามด้วย The Mirror (1997), The Circle (2000),

เมื่อปี ค.ศ. 2002, ผกก. Panahi อาศัยอยู่อพาร์ทเม้นท์ใกล้ๆกับสนามฟุตบอล บ่อยครั้งแวะเวียนไปรับชมการแข่งขัน วันหนึ่งบุตรสาวเรียกร้องอยากมีโอกาสเข้าไปในสนามบ้าง พยายามอธิบายว่าทางการไม่อนุญาต แต่เธอยืนกรานและหาหนทางเข้าไปได้สำเร็จ

Four years ago I was living near the stadium where our football team trains. I wanted to go and watch and my daughter wanted to come with me. I tried to explain to her that she couldn’t, but she nevertheless wanted to try. So we set out with the entire family, that way if my daughter was refused entry, my wife could take her back home. We went to the stadium entrance and, as I had expected, my daughter was refused entry. I told her to go home with her mother, but she found another way of getting into the stalls and to my surprise, she joined me.

Jafar Panahi

ช่วงปี ค.ศ. 2005 พอได้ยินว่ากำลังจะมีการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกระหว่างอิหร่าน vs. บาห์เรน, ผกก. Panahi จึงเร่งรีบพัฒนาบทหนังเพื่อยื่นขออนุญาตจากทางการ แต่เขารับรู้ตัวว่าคงไม่ผ่านการอนุมัติแน่ๆ เลยส่งบทปลอมเกี่ยวกับชายหนุ่มเดินทางไปรับชมการแข่งขัน ถึงอย่างนั้นยังคงได้รับคำตอบปฏิเสธ เพราะพวกเขามีบทเรียนจากผลงานก่อนๆ

ถึงอย่างนั้นการแข่งขันฟุตบอลโลกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เลื่อนได้เสียที่ไหน! ต้องการบันทึกภาพบรรยากาศในสนามระหว่างการแข่งขันจริงๆ ผกก. Panahi จึงแอบซ่อนกล้องดิจิตอล ใช้กลยุทธ์แบบกองโจร (Guerrilla) ถ่ายทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ แทรกตัวเข้าไปในสนามกีฬาแห่งชาติ Azadi Stadium


เรื่องราวของหนังไม่ได้มีการระบุชื่อตัวละคร เริ่มต้นจากหญิงสาวคนหนึ่งปลอมตัวขึ้นรถโดยสาร เดินทางไปยังสนามกีฬาแห่งชาติ Azadi Stadium เพื่อรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ระหว่างทีมชาติอิหร่าน vs. บาห์เรน วันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2005

เมื่อเดินทางมาถึงสนาม เธอต้องเสียเงินมากกว่าสามสี่เท่าเพื่อซื้อตั๋วผี แต่ยังไม่ทันผ่านเข้าประตูก็ถูกตรวจพบ พามาควบคุมขังด้านหลังสนาม พบเจอเพื่อนสาวคนอื่นๆที่แอบเข้ามาแล้วถูกจับได้ พยายามพูดคุยต่อรอง ไหว้วานร้องขอ สรรหาข้ออ้างให้เจ้าหน้าที่ปลดปล่อยพวกตนไป ท้ายที่สุดแล้วจะทำสำเร็จหรือไม่ สาวๆจะมีโอกาสรับชมฟุตบอลในสนามหรือเปล่า?


ถ่ายภาพโดย Rami Agami & Mahmoud Kalari (A Moment of Innocence, A Separation)

งานภาพในหนังของผกก. Panahi โอบรับแนวคิด (Italian) Neorealist แทบทั้งหมดคือนักแสดงสมัครเล่น (สาวๆต่างคือนักศึกษามหาวิทยาลัย มีความหลงใหลคลั่งไคล้ฟุตบอล) ให้อิสระในการดั้นสด (ผกก. Panahi บอกให้พวกเธอปลอมตัว หาหนทางแอบเข้าสนามด้วยตนเอง) ถ่ายทำยังสถานที่จริง Azadi Stadium ด้วยแสงธรรมชาติเท่านั้น!

สำหรับ Offside (2006) เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ จึงใช้วิธีเหมือนกองโจร (Guerrilla) ตากล้องสองคนแอบถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลขนาดเล็ก บันทึกบรรยากาศระหว่างการแข่งขันฟุตบอลนัดนั้นจริงๆ ส่วนฉากอื่นๆอย่างบนรถโดยสาร หรือสาวๆถูกกักบริเวณหลังสนามฟุตบอล ก็ค่อยๆทะยอยถ่ายทำวันหลัง รวมระยะเวลาโปรดักชั่น 39 วัน

เกร็ด: สนามกีฬาแห่งชาติ ورزشگاه آزادی อ่านว่า Varzeshgâh-e Âzâdi, ชื่อเดิม(ก่อนการปฏิวัติอิหร่าน ค.ศ. 1975) Aryamehr (แปลว่า Light of the Aryans) ก่อนเปลี่ยนมาเป็น Azadi (แปลว่า Freedom) ตั้งอยู่ใจกลางกรุง Tehran เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1971 รองรับความจุกว่าแสนคน (หนึ่งในสนามขนาดใหญ่ที่สุดโลก) ก่อนได้รับการปรับปรุง-บูรณะ-ซ่อมแซมล่าสุด ค.ศ. 2016 เหลือรองรับ 78,116 ที่นั่ง แต่ก็ยังขึ้นเชื่อเรื่องเสียงเชียร์จากแฟนฟุตบอลเจ้าถิ่น จนได้รับฉายา “ดินแดนที่น่ากลัวของทีมเยือน” และเสียงวูวูเซลาดังมากคล้ายกับเสียงผึ้ง ทำให้บางครั้งมีผู้เรียกสนามนี้เป็น “ฝูงผึ้ง”


ตัดต่อโดย Jafar Panahi,

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองวัยรุ่นสาวนิรนาม พยายามหาหนทางแอบเข้าสนามฟุตบอล เริ่มต้นจากขึ้นรถโดยสาร ซื้อตั๋วผี ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับได้ระหว่างตรวจค้นร่างกาย พาไปกักบริเวณหลังสนามฟุตบอล พบเจอเพื่อนสาวคนอื่นๆ ต่างสรรหาสรรพข้ออ้าง พูดคุยโน้มน้าว ขอโอกาสให้รับชมการแข่งขัน

  • เดินทางไปสนามฟุตบอล
    • ชายสูงวัยบนรถแท็กซี่ พยายามติดตามหาบุตรสาวแอบขึ้นรถโดยสาร เดินทางไปรับชมการแข่งขันฟุตบอล
    • หญิงสาวทำตัวเนียนๆบนรถโดยสาร
    • พอมาถึงสนามฟุตบอล ซื้อตั๋วผีราคาแพง
    • ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับได้ตรงประตูทางเข้า
  • เรื่องวุ่นวายหลังสนามฟุตบอล
    • หญิงสาวถูกพาตัวมากักบริเวณหลังสนามฟุตบอล
    • เธอคนหนึ่งเรียกร้องขอเข้าห้องน้ำ ก่อนหาหนทางหลบหนี แล้วหวนกลับมา
    • สาวๆพยายามพูดคุย โน้มน้าว ร่ำร้องขอเจ้าหน้าที่ทหารให้ปลดปล่อยตนเอง
    • ชายสูงวัยคนนั้นมาถึงยังสนามฟุตบอล พบเจอเพื่อนบุตรสาว กล่าวคำตำหนิต่อว่า (แต่ไม่พบเจอบุตรสาว)
    • อิหร่านยิงประตูขึ้นนำช่วงท้ายเกม
  • ระหว่างทางกลับ
    • ผู้บังคับบัญชานำรถโดยสารมารับสาวๆไปโรงพัก
    • หลังจากอิหร่านได้รับชนะ ชาวเมืองออกมาเฉลิมฉลอง รถติดหนัก สาวๆฉวกฉวยโอกาสหลบหนีเอาตัวรอด

ลีลาการดำเนินเรื่องในสไตล์ผกก. Panahi คล้ายๆกับการส่งไม้ผลัด (Narrative Shift) จากตัวละครหนึ่ง สู่อีกตัวละครหนึ่ง ซึ่งสำหรับ Offside (2006) ก็คือสลับไปมาระหว่างบรรดาวัยรุ่นสาวๆ ผลัดกับสรรหาข้ออ้าง โน้มน้าวเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ทั้งหมดทั้งมวลอาจถือว่าอยู่ในสายตาหญิงสาวคนแรกก็ได้กระมัง


ในส่วนของเพลงประกอบ แทบทั้งหมดคือ ‘diegetic music’ เสียงร้องเพลงเชียร์ของแฟนบอล ตั้งแต่บนรถโดยสาร ติดขอบสนาม และสาวๆร่วมกันขับร้องรำทำเพลง ยกเว้นเพียงตอนจบดังจากวิทยุ Ey Iran! (1946) แต่งโดย Ruhollah Khaleghi, คำร้องโดย Hossein Gol-e-Golab, บันทึกเสียงครั้งแรก ขับร้องโดย Gholamhosein Banan ถือเป็นเพลงชาติของรัฐบาลชั่วคราวอิหร่าน ภายหลังการปฏิวัติอิหร่าน ค.ศ. 1979

The song I used to close the film is a sort of a national hymn. Sixty years ago, when the Westerners were in Iran, one of our poets witnessed the abuses inflicted on the Iranian people. He was so pained by what he saw he decided to write a song. The song speaks of our country and our people, not the States that have governed it. That is why we love it more and more with each passing day. Many singers have sung it over the years. The version we have chosen was the one that seemed the most epic to me.

Jafar Panahi

ปล. ผมเห็นใน Wikipedia มีคำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย ไหนๆก็ฟังภาษาเปอร์เซียไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว ก็เลยคัทลอกเฉพาะคำแปลมาก็แล้วกัน


โอ้อิหร่าน ดินแดนอันล้ำค่า
แผ่นดินเจ้าคือบ่อเกิดแห่งศิลป์ศรี
ห่างจากเจ้า ความคิดมาดร้ายอย่าได้มี
ขอเจ้าจงดำรงอยู่ดี ชั่วนิรันดร์กาล
โอ้ หากศัตรูแข็งดั่งศิลาผา ข้าจะแข็งดั่งเหล็กกล้าไม่ครั่นคร้าม
ชีวิตข้ามอบแด่ผืนดินอันบริสุทธิ์งาม เพิ่อมาตุภูมิอิหร่าน
ประสานเสียง
เมื่อความรักต่อเจ้ากลายเป็นวิถีใจ
ความคิดข้าไม่เคยห่างไกลจากเจ้า
ชีวิตนี้มีค่าเพียงใดเล่า เมื่อมอบให้ทางของเจ้า
ขอให้แผ่นดินอิหร่านของเรา จงยั่งยืนเทอญ


ภูผาของเจ้าคือแก้วและอัญมณี
ผืนดินราบนี้ มีค่ากว่าสุวรรณ
จะให้ถอนรักเจ้าออกจากใจได้อย่างไรกัน
จงบอกข้ามาเถิด หากไม่มีใครรักเจ้าแล้วจะอยู่อย่างไร
ตราบใดที่โลกยังหมุน เวหาจะยังโคจรมิสลาย
แสงแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะยังนำทางเราเสมอไป
ประสานเสียง


โอ้อิหร่าน สวรรค์อันรื่นรมย์ของข้า
ชะตาชีวิตข้า ส่องสว่างกว่าเพราะเจ้า
แม้เปลวเพลิงไฟจะโปรยใส่กายข้าเผา
หัวใจข้าก็จะหล่อเลี้ยงไว้เพียงความรักต่อเจ้า
จากนที จากธรนิน จากความรักเจ้า จงหล่อหลอมเป็นตัวข้า
หากความรักนี้จากไป ฤทัยก็สูญเปล่ายิ่งไร้ค่า
ประสานเสียง

เมื่อปี ค.ศ. 1997 เกิดปาฏิหารย์รอบเพลย์ออฟระหว่างโซน AFC-OFC เมื่อทีมชาติอิหร่านบุกไปยันเสมอออสเตรเลียหลังตามอยู่สองลูก ผ่านเข้ารอบตามกฎยิงประตูทีมเยือน (Away Goal) ครั้งที่สองในประวัติศาสตร์เล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย France 98 ทำให้ชาวอิหร่านแห่กันออกมาเฉลิมฉลองชัยชนะทั่วประเทศ และมีการอนุญาตผู้หญิงหลายพันคนเข้าร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬาในสนามกีฬา Azadi Stadium นั่นคือจุดเริ่มต้นการตั้งคำถาม เมื่อโอกาสแบบนี้อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าสนามฟุตบอลได้ เหตุไฉน…???

I remember at the time reading an article by a sports journalist, explaining that even in Ancient Greece, women were confronted with this problem. Four hundred years B.C. women had to disguise themselves as men in order to cheer on their sons who were sports heroes. Whether or not this is true, it triggered my first ideas on the subject.

Jafar Panahi

ช่วงทศวรรษ 60s-70s ภายใต้การปกครองของพระเจ้าชาห์ Mohammad Reza Pahlavi (1919-80, ครองราชย์ 1941-79) พยายามเปิดประเทศ รับอิทธิพลชาติตะวันตก ให้สิทธิ-เสรีภาพ-เสมอภาคเทียม สตรีเพศไม่จำเป็นต้องสวมผ้าคลุมศีรษะ สามารถทำกิจกรรมร่วมกับบุรุษ แต่เพราะความหวาดกลัวเกรงจะกลายเป็นหุ่นเชิดสหรัฐอเมริกา นำไปสู่เหตุการณ์การปฏิวัติอิหร่าน (1979 Iranian Revolution) ผู้นำสูงสุดคนใหม่ Ayatollah Ruhollah Khomeini (1900-89, ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด 1879-89) ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran) ออกกฎหมายอ้างอิงหลักศาสนา สตรีเพศต้องสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะเมื่ออยู่ในสาธารณะ ห้ามทำกิจกรรมร่วมกับบุรุษ บลา บลา บลา

หลายคนอาจมองอิหร่านผ่านเลนส์ปัจจุบัน (ค.ศ. 2026) แล้วแสดงความคิดเห็นว่าการปฏิวัติ ค.ศ. 1979 คือจุดเริ่มต้นหายนะ แต่เราไม่ควรไปตัดสินอะไรแบบนั้น เพราะบริบทของยุคสมัยล้วนมีเหตุและปัจจัย พระเจ้าชาห์ตอนนั้นหัวก้าวหน้าเกินไป ประชาชนหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง (คล้ายๆพรรคสีส้มที่พยายามเปลี่ยนแปลงประเทศสารขัณฑ์ แต่ยังทำไม่เสร็จเพราะหัวก้าวหน้าเกินไป สังคมส่วนใหญ่ยังไม่สามารถยินยอมรับการเปลี่ยนแปลง) ผู้นำอิสลามคนใหม่สร้างความหวังให้ประชาชนมากกว่า

เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน สิ่งที่ชาวอิหร่านสมัยนั้นคาดหวัง กลับกลายเป็นฝันร้ายจากความเข้มงวดกวดขัน คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามโน่นนี่นั่น ทำไมฉันต้องสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะตอนออกจากบ้าน ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามร่วมกิจกรรมกับบุรุษ เกิดการแบ่งแยกชาย-หญิง (Sex Segregation) แทบจะทุกสรรพสิ่งอย่าง ถูกลดบทบาท สิทธิ เสรีภาพ ไหนความเสมอภาคเท่าเทียม

I use the football game as a metaphor to show the discrimination against women on a larger scale. All my movies have that topic at their center. This is what I am trying to change in Iranian society.

เรื่องราวของหนังเกี่ยวกับการห้ามผู้หญิงเข้ารับชมการแข่งขันกีฬา ในมุมของชาวอิหร่านคงคือความถูกต้องชอบธรรมตามหลักศาสนา และกฎหมายบ้านเมือง, แต่สายตาชาวโลก(เสรี)ย่อมเห็นถึงการแบ่งแยก เลือกปฏิบัติ ไม่เท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิง ถือเป็นสิ่งล้าหลัง ไร้อารยธรรม (บางประเทศมหาอำนาจอาจถึงขนาดมองว่าเป็น) ศัตรูของมนุษยชาติ!

ในมุมชาวต่างชาติอย่างเราๆ คงทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งกำลังใจ แสดงความรู้สึกสงสารเห็นใจ เพราะบุคคลที่จะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ย่อมต้องคือชาวอิหร่านด้วยกันเองเท่านั้น (ไม่ใช่มหาอำนาจเข้าแทรกแซง) ถ้าประชาชนไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ก็ต้องอดรนทนกินหญ้าหวานต่อไป

ปล. จะว่าไปมันเป็นความตลกร้ายที่ชื่อสนามกีฬาแห่งชาติ Azadi แปลว่า Freedom, อิสรภาพ แต่กลับจำกัดสิทธิสตรี ไม่อนุญาตให้เข้าชม หรือถ้าถูกจับได้ก็โดนกักบริเวณอยู่ด้านหลัง


หลังจาก Ministry of Culture and Islamic Guidance สั่งแบนห้ามฉายในประเทศ ผกก. Panahi จึงลักลอบส่งฟีล์มหนังไปยังเทศกาลหนังเมือง Berlin เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม สามารถคว้ารางวัล Silver Bear: Grand Jury Prize (ที่สอง) เคียงคู่กับ Tied with A Soap (2006) พลาดรางวัล Golden Bear แก่ภาพยนตร์ Grbavica: The Land of My Dreams (2006)

เกร็ด: ว่ากันว่าตอนหนังถูกแบนห้ามฉาย ผกก. Panahi คือผู้อยู่เบื้องหลังในการลักลอบจัดจำหน่าย DVD เถื่อนทั่วประเทศอิหร่าน ช่วงนั้นกระแสฟุตบอลโลกกำลังมาแรง เชื่อกันว่าอาจเป็นแผ่นเถื่อนขายดีที่สุด (ในประเทศอิหร่าน) … ข่าวลือไม่ได้รับการยืนยันนะครับ อาจจะเกิดขึ้นหลังจาก Taxi (2015) ที่หนึ่งในผู้โดยสารคือ xxx (ยังไม่สปอยดีกว่า)

ปัจจุบันหนังยังไม่มีจัดจำหน่าย Blu-Ray คุณภาพแค่ DVD แต่สามารถหารับชมออนไลน์ได้แทบจะทุกแพล็ตฟอร์ม iTunes, Google Play, Amazon Prime ฯ สงสัยเพราะผกก. Panahi ขายลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายต่างประเทศให้ Sony Pictures Classics เลยเข้าถึงวงกว้างมากกว่า … เข้าฉายในประเทศไทยชื่อว่า ผู้หญิงก็มีหัวใจ

ใจนึงผมก็อยากจะชื่นชอบหนัง สไตล์ของผกก. Panahi วิพากย์วิจารณ์สังคมอย่างถึงพริกถึงขิง ถึงอย่างนั้นปัญหาเหล่านี้พบเจอได้เพียงประเทศมุสลิม ตะวันออกกลาง ชาวโลกเสรีอย่างเราๆทำได้เพียงกระพริบตาปริบๆ แสดงความสงสารเห็นใจ รู้สึกโชคดีเกิดในประเทศไทย แล้วยังไงต่อ?

สักวันเมื่ออิหร่านทำการปฏิวัติสำเร็จ ชาย-หญิงสามารถเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลในสนามได้พร้อมกัน เรื่องราวของหนังจะตกยุคล้าหลังลงโดยพลัน เหลือคุณค่าเพียงบันทึกประวัติศาสตร์ ไทม์แคปซูลให้ลูกหลานรู้สึกอับอายกับทัศนคติโลกแคบของบรรพบุรุษ

จัดเรต 13+ กับการกีดกันสตรีเพศด้วยทัศนคติชายเป็นใหญ่

คำโปรย | Offside การล้ำหน้าของสาวๆ สะท้อนปัญหาสังคมที่ล้าหลังของประเทศอิหร่าน
คุณภาพ | ล้ำน้

The Circle (2000)


The Circle (2000) Iranian : Jafar Panahi ♥♥♥♥

ร้อยเรียงเรื่องราวของสตรีเพศในประเทศอิหร่าน ดำเนินเรื่องแบบส่งต่อไม้ผลัด จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง เหตุการณ์หนึ่งสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง เวียนวงกลมดั่งวัฏจักรชีวิต, แม้ถูกแบนห้ามฉายในประเทศ แต่สามารถคว้ารางวัล Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice

ผกก. Panahi ดูจะมีความหลงใหลการเล่าเรื่องแบบส่งไม้ผลัด (Narrative Shift) พอพบเจอเรื่องราวเหมาะสม จึงกลายเป็นโอกาสทดลองภาษาภาพยนตร์ใหม่ๆ (แต่ก็รับอิทธิพลมาเต็มๆจาก The Phantom of Liberty (1974) ของ Luis Buñuel) เพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมอิหร่านที่ปิดกั้น เต็มไปด้วยกฎกรอบ ผ้าคลุมฮิญาบ/ชอโดร์ครอบงำสตรีเพศ ไร้ซึ่งสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียมบุรุษ

แน่นอนว่าหนังย่อมไม่ผ่านกองเซนเซอร์ของอิหร่าน แม้ก่อนหน้าได้รับอนุญาตให้สร้าง แต่พอลักลอบแอบส่งไปฉายเทศกาลหนังเมือง Venice มันคงเป็นฟางเส้นสุดท้าย ถูกสั่งแบนห้ามฉาย … แต่ผกก. Panahi ก็ปฏิเสธก้มหัวศิโรราบต่อทาง(เผด็จ)การ หลังจากนี้ถึงไม่อนุญาต ก็ยังหาหนทางแอบถ่ายหนังอยู่ดี!

ในขณะที่ The White Balloon (1995) และ The Mirror (1997) มีหลายสิ่งอย่างเชื่อมโยงใย ราวกับภาพสะท้อนกระจก! The Circle (2000) คือการเติบโตจากเด็กหญิงสู่ผู้ใหญ่ เรียนรู้จักโลกกว้าง แต่งงาน ตั้งครรภ์ คลอดบุตร ชีวิตเวียนวงกลม หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น เหมาะแก่การไล่เรียงรับชม … ผมขอตั้งชื่อ “Goldfish Trilogy” เพราะทั้งเรื่องสามเรื่องเกี่ยวกับสตรีเพศในอิหร่าน มีสภาพชีวิตไม่ต่างจากปลาทองในโถ สีสันสวยงามแต่ไร้ซึ่งอิสรภาพ

All three films, The White Balloon, The Mirror and The Circle, are like full cycles – or circles – where the characters are facing up to problems, and they are trying to get out of their boundaries.

Jafar Panahi

Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami เลยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994), ก่อนได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The White Balloon (1995)

ระหว่างสรรค์สร้าง The Mirror (1997) ผกก. Panahi เล็งเห็นข้อจำกัดของการนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองเด็กๆ มันเลยถึงเวลาที่เขาจะเริ่มต้นสร้างหนังสะท้อนปัญหาของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะสตรีเพศในสังคมอิหร่าน

In my first films, I worked with children and young people, but I began to think of the limitations facing these girls once they grow up. In order to visualize these limitations and to have this constraint better projected visually, I went to a social class, which has more limitations to areas that are more underprivileged, so that this idea could come out ever stronger.

Jafar Panahi

สำหรับ دایره อ่านว่า Dâyere แปลตรงตัว The Circle, ผกก. Panahi ร่วมพัฒนาบทหนังกับเพื่อนผู้กำกับ Kambuzia Partovi, کامبوزیا پرتوی ซึ่งก่อนหน้านี้(ผกก. Panahi)เคยขโมยพล็อตหนัง The Fish (1989) มาเป็นแรงบันดาลใจสรรค์สร้าง The White Balloon (1995)

ผกก. Panahi เล่าว่าใช้เวลาพัฒนาบทหนังนานเกือบปี เพราะต้องครุ่นคิดเขียนเรื่องราวแต่ละตัวละครแยกออกจากกัน โดยตัวละครหลักสี่คนละเฉลี่ย 2 เดือน และยิบๆย่อยๆอีกไม่รู้เท่าไหร่

  • Nargess (รับบทโดย Nargess Mamizadeh) หนึ่งในสามที่เพิ่งหลบหนีจากเรือนจำ หน้าตาใสซื่อ ไร้เดียงสา พยายามชักชวนเพื่อนสาวทั้งสองร่วมเดินทางกลับบ้านเกิด สถานที่ที่พวกเธอจะได้รับอิสรภาพ ไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยใคร แต่เพื่อนคนหนึ่งโดนจับกุม อีกคนพอหาเงินมาได้ก็ปฏิเสธร่วมเดินทาง แล้วพอมาถึงสถานีขนส่ง หญิงสาวไม่มีบัตรประจำตัว ไม่มีเพื่อนร่วมเดินทาง พบเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจ เอาตัวรอดออกมาได้หวุดหวิด
    • Nargess Mamizadeh คือนักแสดงสมัครเล่น พบเจอโดยผกก. Panahi นั่งอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เลยเข้าไปพูดคุยโน้มน้าว ชักชวนมาเล่นหนัง … ฟังดูคล้ายๆเดียวกับการค้นหานักแสดงของ Vittorio De Sica
  • Pari (รับบทโดย Fereshteh Sadre Orafaee) หนึ่งในนักโทษหลบหนีกลับมาบ้าน ถูกบิดาปฏิเสธไม่ให้ Nargess พบเจอ ก่อนการมาถึงของพี่ชาย แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด เลยตัดสินใจหลบหนีออกมา ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสาวที่เคยเป็นอดีตนักโทษ แต่งงานกับหมอ ทำงานพยาบาล บอกว่าอยากจะทำแท้ง(ตั้งครรภ์สี่เดือน)แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ เลยออกร่อนเร่ เตร็ดเตร่ ค่ำคืนนี้ไม่รู้จะหลับนอนแห่งหนไหน
    • อาจเพราะบทบาทนี้ต้องใช้ทักษะการแสดงพอสมควร ผกก. Panahi เลยตัดสินใจเลือก Orafaee หนึ่งในสองนักแสดงอาชีพของหนัง ก่อนหน้านี้เคยรับบทมารดา The White Balloon (1995)
  • มารดา (รับบทโดย Fatemeh Naghavi) พยายามทอดทิ้งบุตรสาวมาแล้วสองครั้งแต่ก็มิอาจหักห้ามใจตนเอง มาคราวนี้ทอดทิ้งเธอหน้าโรงแรมแห่งนี้ พูดคุยกับชั่วครูกับ Pari ก่อนขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน รอดพ้นการถูกตรวจค้นอย่างหวุดหวิด
    • การดำเนินไปของตัวละครนี้ มีการถ่ายภาพโคลสอัพใบหน้าแทบตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องใช้นักอาชีพ Fatemeh Naghavi ทำการแสดงสีหน้าอันห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ไม่มีมารดาคนไหนอยากจะทอดทิ้งลูกได้ลง
  • โสเภณี (รับบทโดย Mojgan Faramarzi) ระหว่างขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้น ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เลยโดนจับกุม ส่งขึ้นรถโดยสาร ค่ำคืนนี้หลับนอนในห้องขัง

ถ่ายภาพโดย Bahram Badakshani, بهرام بدخشانی

งานภาพในหนังของผกก. Panahi โอบรับแนวคิด (Italian Neorealist) ส่วนใหญ่ใช้นักแสดงสมัครเล่น ถ่ายทำยังสถานที่จริง ด้วยแสงธรรมชาติเท่านั้น! ซึ่งสำหรับ The Circle (200) จะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการถ่ายทำไปตามบริบทของตัวละครหลักๆทั้งสี่

  • Nargess ใช้กล้องมือถือ (Hand-Held) ส่ายๆสั่นๆ ดำเนินติดตามไปเรื่อยๆแทบไม่เคยหยุดนิ่ง สามารถสื่อถึงชีวิตวัยรุ่น โหยหาอิสรภาพ ต้องการหลบหนีไปจากเมืองหลวง
  • Pari ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย งานภาพจึงไม่ส่ายๆสั่นๆ วางกล้องบนขาตั้ง ขยับเคลื่อนด้วยรางเลื่อน และดอลลี่ (Dolly)
  • มารดาวัยกลางคน ทอดทิ้งบุตรสาวยังเล็ก ถ่ายทำตอนกลางคืน รอบข้างมืดมิด กล้องแทบไม่ขยับเคลื่อนไหว ถ่ายภาพใบหน้านักแสดงระยะใกล้ (โคลสอัพ) สำแดงสีหน้าห่อเหี่ยว-สิ้นหวัง-อาลัย
  • โสเภณีและกล้องแทบจะไม่ขยับเคลื่อนไหว (มากสุดคือแพนนิ่ง) หรือพูดคุยสนทนากับใคร ส่วนใหญ่อยู่ภายในเงามืด และความเงียบงัน

แม้หนังจะมีบรรยากาศเหมือนสารคดี บันทึกภาพเหตุการณ์สดๆบังเกิดขึ้น แต่ทุกสิ่งอย่างล้วนมีการวางแผน ตระเตรียมการ ซักซ้อมมาเป็นอย่างดี ใช้เวลาโปรดักชั่นยาวนานถึง 53 วัน แต่มีหยุดพักระหว่างกลาง 18 วันเพราะฟ้าฝนไม่เป็นใจ รวมระยะเวลาจริงๆคือ 37 วัน!


ภาพแรกของหนังคล้ายๆเดียวกัน The White Balloon (1995) และ The Mirror (1997) คือเริ่มต้นด้วยการถ่ายทำแบบ Long Take ความยาวสามนาที และมีการสลับเปลี่ยนมุมมองตัวละครไปเรื่อยๆคล้ายการส่งไม้ผลัด (Shift Narrative) เริ่มต้นจากห้องคลอด → ติดตามมารดา(ฝ่ายหญิง)รับรู้เพศทารกเดินลงบันได พูดคุยกับบุตรสาว (น้องสาวคนคลอด) → น้องสาวคนคลอดเดินออกมาภายนอกคลินิก พบเจอกัล Nargess และผองเพื่อนหน้าตู้โทรศัพท์

ผกก. Panahi เล่าว่าซีเควนซ์นี้ถ่ายทำถึง 13 ครั้ง (ไม่นับรวมตอนซักซ้อม) เพราะพอถ่ายเสร็จตากล้องต้องรีบนำฟีล์มไปล้าง เพื่อตรวจสอบว่าใช้งานได้หรือเปล่า ขาดตกบกพร่องอะไรตรงไหน ซึ่งก็พลาดเล็กพลาดน้อย จนกว่าจะได้ผลลัพท์ตามความต้องการ

The first plan-séquence was repeated 13 times.the shot from the hospital to the street. The cameraman would film the scene and take the shot back to the laboratory to check it and then he would re-shoot it again. This was repeated 13 times until we got what we wanted. This is one of the difficulties of doing long sequences like this. If I had wanted to break it down, I could have done it in half a day. That sequence took about five days. There were seven to eight such long takes in the film.

Jafar Panahi

Nargess พยายามอธิบายให้เพื่อนสาวรับรู้ว่าบ้านชนบทของตนเองเป็นอย่างไร ด้วยการให้รับชมภาพวาดเลียนแบบผลงานศิลปะ Wheat Field with Cypresses (1889) ของ Vincent van Gogh นี่เป็นการสื่อถึงดินแดนแห่งความฝัน ความประทับใจ (Impressionism) ของหญิงสาว ยังคงโหยหาสถานที่แห่งความทรงจำเมื่อครั้นยังเป็นเด็ก … นี่เป็นการแสดงถึงความช่างฝัน (Dreamer, Idealist) ของตัวละคร

บทสัมภาษณ์ของผกก. Panahi กล่าวว่าหญิงสาวทั้งสามพูดภาษา Azerbaijani นั่นคือสิ่งที่ผู้ชมทั่วไป (ที่ไม่ใช่ชาวอิหร่าน) จะสามารถทำความเข้าใจนัยยะ(ทางภาษา)ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งสถานที่ที่เธอพร่ำเพ้อถึงนั้นก็คือประเทศบ้านเกิด Azerbaijan หาใช่ชนบทอิหร่านอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ

the three girls … they’re speaking in the Azerbaijani language, and the young girl who is one of the three women in the beginning, also has an Azerbaijani accent. And when she’s sitting in front of the painting, and talking about the countryside that she sees in the painting, she’s actually talking about Azerbaijan. So there are all kinds of connections. That painting was something from Van Gogh, for example. I chose it because it was not a specific geographic place. It could be anywhere in the world, but it was inspired by an actual painting by Van Gogh. I wanted to say that where you want to be could be anywhere in the world.

Jafar Panahi

หนังเรื่องนี้อาจไม่มีฉากไทมุงเหมือนสองเรื่องก่อน แต่สายตาของ Nargess เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่ต่างจากเด็กน้อยไร้เดียงสา ครั้งหนึ่งระหว่างรอคอยเพื่อนสาว (กำลังหาหยิบยืมเงินกับแฟนหนุ่ม) พบเห็นนักดนตรีพื้นบ้าน ขับร้อง บรรเลง เดินผ่านไป … จริงๆตอน The Mirror (1997) ก็มีฉากนักดนตรีพ่อ-ลูก ขึ้นมาเล่นเปิดหมวกบนรถโดยสาร

เมื่อตอน The Mirror (1997) เด็กหญิงนั่งรถโดยสารไปถึงสถานีปลายทาง แต่จะไม่ได้เข้าไปในสถานีเพราะเธอยังไม่รับรู้ประสีประสา คราวนี้พอเป็นหญิงสาว Nargess จึงพบเห็นขณะซื้อตั๋ว เตรียมขึ้นรถทัวร์ ก่อนต้องล้มเลิกแผนการเพราะมีเจ้าหน้าที่ดักรอคอยตรวจบัตรประจำตัวอยู่หน้ารถ หมดโอกาสหวนกลับบ้านเกิด ความฝันพังทลาย ไม่สามารถหลบหนีจากวังวนสตรีเพศในประเทศอิหร่าน

จะว่าไปหนังไม่ได้อธิบายว่าหญิงสาวติดคุกข้อหาอะไร? แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของหนัง ผกก. Panahi จงใจสร้างความคลุมเคลือ ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดจินตนาการ ถึงอย่างนั้นคนส่วนใหญ่มักมองเรื่องพฤติกรรมต่อต้านสังคม กระมังนะ!

It doesn’t matter. It could be anything you want. That’s not important. It’s a very delicate point. If I had decided to give them some crime that they were guilty of, like something political or because of drugs, they would become specific persons. But they are not specific persons. You can have anybody there. Then the problem is a much larger problem. Maybe if it were a specific person there would be no censorship. But when it’s open to interpretation, then it’s more difficult. If it was a specific person, the censors can then say this person has this kind of crime, then it’s not a problem. Because I wanted the audience to think for themselves, I left it open to interpretation.

Jafar Panahi

เมื่อตอน Nargess หลบหนีจากเจ้าหน้าที่ดักรอหน้ารถโดยสาร เธอวิ่งผ่านโถงทางเดินที่มีลักษณะเหมือนกรงขัง (ไม่สามารถหลบหนีกลับบ้าน) จากนั้นเดินวกไปวนมาในสถานีขนส่ง ก้าวขึ้นขึ้นบันไดวน (สัญลักษณ์ของชีวิตเวียนวงกลม) พยายามติดตามหาใครบางคน ก่อนหวนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่หน้าโรงพยาบาล

Nargess เดินทางมาหา Pari ที่หลบหนีออกมาพร้อมๆกัน (คนละคนกับที่โดนจับตอนต้นเรื่องนะครับ) แต่บิดาไม่ให้การตอนรับ เธอจึงเดินกลับแล้วก็หายตัวจากหนังไปเลย! สวนทางกับพี่ชาย(ของ Pari)เข้ามาสำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราด เหมือนจะใช้ความรุนแรงกับน้องสาว จนเธอต้องหลบหนีออกจากบ้าน

ซีเควนซ์นี้ถ่ายทำแบบ Long Take ตั้งกล้องทิ้งไว้หน้าประตูประมาณเกือบๆสามนาที คล้ายๆเดียวกับซีนแรกของหนัง และยังย้อนรอยภาพดำ = ปิดประตู ให้ผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการเอาเองว่าเกิดเหตุการณ์รุนแรงอะไรขึ้นภายในบ้าน

Pari แวะเวียนมาหาเพื่อนทำงานพนักงานขายตั๋วที่โรงภาพยนตร์ สังเกตจากภาพก็บ่งบอกความรู้สึก สภาพจิตใจ โลกภายนอกไม่ต่างจากห้องขังในเรือนจำ ชีวิตไร้ซึ่งอิสรภาพ ถูกควบคุมครอบงำจากสรรพสิ่งต่างๆมากมาย

เรื่องราวของ Nargess มีภาพวาดศิลปะของ Van Gogh แสดงถึงความเพ้อใฝ่ฝัน (Dreamer, Idealist) โลกใบนั้นสิ่งใดๆล้วนบังเกิดขึ้นได้, พอดำเนินมาถึง Pari เลือกใช้สถานที่โรงภาพยนตร์ ซึ่งก็ถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่สามารถสร้างความฝัน แต่ภาพช็อตนี้ราวกับจะสื่อว่าผกก. Panahi ไม่สามารถรังสรรค์ผลงานได้อย่างอิสรเสรี

ผมบอกไม่ได้ว่านี่คือคลินิก/โรงพยาบาลเดียวกับฉากตอนทำคลอดไหม? แต่ค่อนข้างเชื่อได้ว่าคือสถานที่เดียวกัน (เพราะมันสามารถสื่อถึงชื่อหนัง The Circle เวียนวงกลม หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น) และสังเกตว่าชุด ผ้าคลุม ตำแหน่งการนั่งของ Pari กับเพื่อนเก่า (เคยร่วมติดคุกกันมา) ล้วนมีความแตกต่างตรงกันข้าม อีกฝ่ายจึงไม่สามารถตอบรับข้อเรียกร้องที่จะทำแท้งเถื่อน มันต้องใช้เอกสาร การอนุญาตจากสามี สตรีเพศในอิหร่านมิอาจทำอะไรๆได้ด้วยตนเองสักสิ่งอย่าง!

หนึ่งลายเซ็นต์ของผกก. Panahi แต่คราวนี้ไม่ใช่เด็กขายลูกโป่ง เขาคนนั้นคงเติบโต ไปทำอย่างอื่นแล้วกระมัง เรื่องนี้เลยมาเป็นชายสูงวัย มอบลูกโป่งให้เด็กหญิงถูกมารดาท้อดทิ้ง … เมื่อตอน The White Balloon (1995) เด็กขายลูกคือสัญลักษณ์ของบุคคลนอก ถูกสังคมมองข้าม ในบริบทนี้ของ The Circle (2000) ก็ถือว่าสื่อความหมายเดียวกัน!

ลุงขายลูกโป่งพยายามช่วยเหลือเด็กหญิงติดตามหามารดา แล้วจู่ๆรถแต่งงานของคู่บ่าวสาวก็เดินทางถึง! นี่เป็นการนำเสนอภาพความขัดแย้ง/แตกต่างตรงกันข้ามระหว่างสองเหตุการณ์ หนึ่งสุข-หนึ่งทุกข์ มันคือวัฏจักรชีวิตที่สามารถเติมเต็มกันและกัน … เป็นฉากที่ทั้งสวยงาม และสิ้นหวัง!

ซีเควนซ์ของมารดาที่แม้ไม่ยาวมาก แต่กล้องถ่ายภาพโคลสอัพ สีหน้าดำคร่ำเครียด รอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด สะท้อนถึงสภาพจิตใจอันห่อเหี่ยว หมดสิ้นหวังอาลัย หลังตัดสินใจทอดทิ้งบุตรสาว ไม่สามารถเลี้ยงดูแล แค่ตนเอง(น่าจะแม่เลี้ยงเดี่ยว)ยังเอาตัวไม่รอด เพียงวาดฝันว่าเธอจะพบเจอครอบครัวบุญธรรมที่ดีกว่าตนเอง

ผมขี้เกียจไล่แคปรูป แต่จะบอกว่าทุกเรื่องราว แทบทุกตัวละครหญิงสาวในหนัง ต้องมีฉากพยายามสูบบุหรี่ ก่อนถูกทัก ห้ามโน่นนี่นั่น คราวของโสเภณีก็เฉกเช่นเดียวกัน แต่พอเจ้าของรถสูบบุหรี่ และชายด้านหลังเริ่มสูบบุหรี่ มันจึงหมดสิ้นข้ออ้าง นายทำได้ ทำไมฉันถึงจะทำไมบ้างไม่ได้? … นี่คือบทสรุปของหนังถึงสารพัดข้ออ้าง กฎกรอบทางสังคมที่ควบคุมครอบงำสตรีเพศ ล้วนเกิดจากความเห็นแก่ตัวของบุรุษ ต้องการอวดอ้าง สำแดงอำนาจ เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้นเอง

ผมเพิ่งมาเอะใจตอนเขียนบทความนี้ว่าหนังใช้ชื่อ Solmaz Gholami ที่ถูกเรียกเดียวกัน! ไม่แน่ใจว่าคือความบังเอิญ? หรือหลังจากเธอเพิ่งคลอดบุตรก็ออกมารับงานโสเภณี? แต่เอาว่าภาพแรก-ภาพสุดท้าย เริ่มต้น-สิ้นสุด นำมาเปรียบเทียบให้เห็นเลยว่ามีความละม้ายคล้าย และแตกต่างตรงกันข้าม!

ห้องคลอด = เรือนจำ, การเกิดเป็นผู้หญิงในประเทศอิหร่าน คือความซวยบัดซบ ไม่มีวันที่ชีวิตจะได้รับสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียมกับบุรุษ!

ตัดต่อโดย Jafar Panahi,

การดำเนินเรื่องของหนังมีลักษณะเหมือนส่งต่อไม้ผลัด (Narrative Shift) เริ่มต้นจากตัวละครหนึ่ง พอเดินสวนทางก็ปรับเปลี่ยนการติดตามสู่อีกตัวละครหนึ่ง ซึ่งหลักๆจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสี่คน Nargess → Pari → มารดา → โสเภณี ซึ่งเรื่องราวของพวกเธอมักค้างๆคาๆ ไร้จุดเริ่มต้น-สิ้นสุด ผู้ชมต้องคอยสังเกตเบื้องหลังความเป็นมา และจินตนาการอนาคตที่จะบังเกิดขึ้นกับพวกเธอแต่ละคนเอาเอง

แตกต่างจาก The White Balloon (1995) และ The Mirror (1997) ที่ระยะเวลาในหนัง (Film Time) = ระยะเวลาชีวิตจริง (Real Time), The Circle (2000) ไม่สามารถทำเช่นนั้นเพราะผกก. Panahi ต้องการใช้ช่วงเวลาแทนความหวังของหญิงสาวทั้งสี่ Nargess = เช้า/บ่าย, Pari = บ่าย/ค่ำ, มารดา = ค่ำ/ดึก, โสเภณี = ดึกดื่น

เนื่องจากผมลงรายละเอียดเรื่องราวของแต่ละตัวละครไปเรียบร้อยแล้ว ตรงนี้เลยจะแยกแยะถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยน ส่งต่อไม้ผลัด (Narrative Shift) อันประกอบด้วย

  • อารัมบท, หญิงสาวคลอดบุตร พอมารดา(ฝ่ายหญิง)รับรู้เพศทารก เดินลงมาจากชั้นบนโรงพยาบาล พานผ่านตู้โทรศัพท์ พบเจอกับ Nargess และเพื่อนทั้งสอง
  • หลังการผจญภัยของ Nargess ตัดสินใจไปเยี่ยมเยียนเพื่อนในเรือนจำ Pari แต่ถูกบิดาของเธอขับไล่ออกมา
  • Pari พบเจอกับเด็กหญิงถูกทอดทิ้ง ข้ามถนนไปพบเจอมารดาของเธอ
  • มารดาระหว่างขึ้นแท็กซี่ มีเจ้าหน้าที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ หยุดตรวจรถอีกคนที่รับหญิงสาวโสเภณี

เรื่องราวของทั้งสี่ตัวละครอาจไม่ได้มีความต่อเนื่อง แค่เพียงบางสิ่งอย่างเชื่อมโยงใย สร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์ ถึงอย่างนั้นการจะทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของหนัง วิธีการก็คือมองพวกเธอทั้งหมดคือบุคคลเดียวกัน ผมลองสมมติตัวละครชื่อ Goldfish เรื่องราวจะประมาณว่า

Goldfish ถือกำเนิดเป็นเพศหญิง ถูกบิดาทอดทิ้ง เติบโตในชนบท เข้าเมืองกลายเป็นวัยรุ่นหัวขบถ หลบหนีออกจากเรือนจำ พยายามหาหนทางกลับบ้านเกิด ครองรักแฟนหนุ่มจนตั้งครรภ์ ครอบครัวไม่ยินยอมรับ ทำแท้งไม่สำเร็จ กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ก่อนตัดสินใจทอดทิ้งบุตรสาว จากนั้นกลายเป็นโสเภณี โดนจับติดคุกติดตาราง

The Circle, which was supposed to have four women of different ages. I tried to imply that the four women were actually the same, one woman at different stages of her life. 

Jafar Panahi

The Circle (2000) นำเสนอวังวน วัฏจักรชีวิตของสตรีเพศในประเทศอิหร่าน ภายใต้ปิตาธิปไตย (Patriarchy) ปกครองโดยสาธารณรัฐอิสลามอิสลาม, พวกเธอไร้สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม ถูกกดขี่ข่มเหงสารพัด “circle of repression” ต้องอยู่ภายใต้อาณัติบุรุษ ปฏิบัติตามกฎหมาย คัมภีร์อัลกุรอานอย่างเคร่งขัด! ออกนอกบ้านต้องสวมใส่ผ้าคลุมฮิญาบ/ชอโดร์ การเดินทางต้องมีบัตรประชาชนหรือผู้ร่วมเดินทาง ไม่สามารถสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ ฯ

การนำเสนอเรื่องราวในลักษณะส่งไม้ผลัด (Narrative Shift) พานผ่านหลากหลายตัวละคร ทั้งๆที่สามารถใช้หญิงสาวเพียงคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ (จากตัวอย่าง Goldfish สองย่อหน้าก่อน) ก็เพราะไม่ต้องการจำเพาะเจาะจงบุคคลใดคนหนึ่ง แต่แสดงให้เห็นถึงภาพรวมสตรีเพศในอิหร่าน ต่างประสบพบเจอเหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆเดียวกันทั้งหมด!

เริ่มต้นการเกิดที่ควรจะเป็นความหวัง แต่ทารกหญิงกลับสร้างปัญหาขัดแย้ง (อาจ)นำไปสู่ครอบครัวแตกแยก → วัยรุ่นสาว Nargess หน้าตาสดใส ยังเต็มไปด้วยความหวังชีวิต โหยหาช่วงเวลาแห่งความสุขวัยเด็ก → พอแต่งงาน ตั้งครรภ์ Pari ก็เริ่มตระหนักถึงปัญหา อยากจะทำแท้งแต่ไม่สำเร็จ → มารดาตัดสินใจทอดทิ้งบุตรสาว → ก่อนกลายมาเป็นโสเภณี ใช้ชีวิตไปวันๆ ก่อนถูกจับคุมขังในเรือนจำ

ผกก. Panahi ไม่ได้นำเสนอหนทางออกหรือวิธีแก้ปัญหา แต่ละเรื่องราว/ตัวละครก็มักปล่อยทิ้ง ค้างๆคาๆ ให้อิสระผู้ชมในการขบครุ่นคิด ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง แต่ขณะเดียวกันเรายังสามารถมองว่าเขาก็ไม่รู้จะทำยังไง ชีวิตสตรีเพศในอิหร่านมันช่างมืดหม่น สิ้นหวัง

ความตั้งใจของผกก. Panahi ไม่ได้ต้องการสร้างหนังพาดพิงการเมืองหรือศาสนา เพียงสะท้อนให้เห็นปัญหาสังคม (Social Issue) สิทธิสตรีเพศในอิหร่าน … ดูแล้วน่าจะได้แรงบันดาลใจจากบุตรสาวเติบใหญ่ อยู่ในช่วงวัยกำลังมีความหวัง พอครุ่นคิดถึงอนาคตก็คงแอบหวาดหวั่น เธอจะดำเนินชีวิตอย่างไรในสังคมปิดกั้น

I’m not a political person. I don’t like political movies. But I take every opportunity to comment on the social issues. I talk about the current issues. To me it’s not important what is the reason for what has happened. Whether it’s political reasons or geographical reasons: these are not important – but the condition, the social issues. It is important to me to talk about the plight of humanity at that time.

I had my own children, and it went automatically down that road. I have both a boy and a girl and I can see that the girl can strike up relationships in an easier, milder way. So I thought that a girl could give a better impression. Then when I finished the film and I started The Mirror, I began to think about what happens now that the girl has grown up in society. And then automatically, it became a movie about women. It started unconsciously but now the question is settled.


ผกก. Panahi คงจะรับรู้ตนเองว่าหนังเรื่องนี้ต้องถูกแบนในอิหร่าน พอตัดต่อเสร็จก็พิมพ์ฟีล์มหนังเก็บไว้หลายชุด ซุกซ่อนตามสถานที่ต่างๆ แล้วแอบส่งไปฉายรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนังเมือง Venice โดยไม่บอกกล่าวกระทรวงวัฒนธรรมและการชี้นำอิสลาม (Ministry of Culture and Islamic Guidance) ผลลัพท์กวาดมาทั้งหมด 6 รางวัล

  • Golden Lion
  • FIPRESCI Prize
    • For its imaginative blending of content and form, to deal with the situation of women in any patriarchal society.
  • OCIC Award – Honorable Mention
  • UNICEF Award
  • Sergio Trasatti Award
  • Pasinetti Award (Best Actress) มอบให้กับทีมนักแสดงหญิง

จริงๆหนังมีกำหนดเข้าฉายอิหร่านในเทศกาล Fajr International Film Festival แต่ถูกกองเซนเซอร์สั่งแบนด้วยเหตุผล “such a completely dark and humiliating perspective.” และ “offensive to Muslim women”. เลยถือว่าไม่มีโอกาสเข้าฉายในประเทศ

ในบรรดา Goldfish Trilogy เรื่องที่มีลีลานำเสนอน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คือ The Circle (2000) นำเสนอภาพสังคมกดขี่ข่มเหงสตรีเพศได้อย่างสวยงามและสิ้นหวัง แต่โดยส่วนตัวยังมองว่า The White Balloon (1995) มีเรื่องราวอันตราตรึง เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง และเหนือกาลเวลากว่ามากๆ

(The Circle (2000) เป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อชาวอิหร่าน/เปอร์เซีย ผู้ชมจากโลกเสรีอาจยกย่องสรรเสริญ แต่เรื่องราวมันช่างเหินห่างไกล ไม่ได้มีความสลักสำคัญกับชีวิตสักเท่าไหร่ เลยเทียบไม่ได้กับเด็กหญิงอยากซื้อปลาทอง สามารถเข้าถึงผู้ชมทุกชาติ-ทุกเพศ-ทุกวัย)

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศการถูกกดขี่ข่มเหงทางเพศ(หญิง)

คำโปรย | The Circle วัฏจักรของเพศหญิงภายใต้สังคมอิหร่าน มันช่างสวยงามและสิ้นหวัง
คุณภาพ | วัจั

The Mirror (1997)


The Mirror (1997) Iranian : Jafar Panahi ♥♥♥♡

เด็กหญิงชั้นประถมรอคอยมารดามารับกลับบ้าน แต่ไม่รู้หลงลืมหรือเกิดเหตุอันใด เป็นเหตุให้เธอตัดสินใจหาหนทางกลับบ้านด้วยตนเอง ท่ามกลางการจราจรสุดวุ่นวายกลางกรุงเตหะราน

The Mirror (1997) เป็นภาพยนตร์ที่สักประมาณกลางเรื่อง จะเกิดการหักมุม (Plot Twist) เหตุการณ์บางอย่างสร้างความตกตะลึงงัน คาดไม่ถึง ทำให้ผู้ชมตื่นขึ้นจากความง่วงหงาวหาวนอน เกิดความใจจดใจจ่อต่อสิ่งคาดไม่ถึง! ผมเองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าคุณเคยรับชมผลงานของ Abbas Kiarostami หรือ Mohsen Makhmalbaf ก็อาจไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่สักเท่าไหร่ … มันคือสิ่งพบเห็นกลาดเกลื่อน แทบจะทั่วๆไปกับหนังอิหร่าน

ผมไม่ได้อยากจะด้อยค่าผกก. Panahi แต่หนังทุกเรื่องที่ได้รับชมและกำลังจะเขียนถึง ล้วนให้ความรู้สึกคล้ายๆเดียวกัน คือขาดความสดใหม่ (Original) มักมีรายละเอียด โครงสร้าง วิธีการนำเสนอ หรืออะไรสักสิ่งอย่างเคยพบเห็นมาก่อนหน้านี้ รับแนวคิด/อิทธิพลจากภาพยนตร์ชื่อดัง นำมาปรับประยุกต์เข้ากับบริบท/เรื่องราวสมัยใหม่ นั่นต่อให้กวาดรางวัลใหญ่จากสามเทศกาลหนัง Palme d’Or, Golden Lion, Golden Bear ก็ยังไม่สามารถไต่เต้าถึงระดับตำนานเทียบเท่ารุ่นพี่ (Abbas Kiarostami) หรือแม้แต่รุ่นน้อง (Asghar Farhadi)

นอกจากนี้ The Mirror (1997) ยังมีอีกปัญหาใหญ่ คือนอกจากจุดหักมุมนั้นแล้ว หนังไม่มีความน่าสนใจอะไรอื่น การเดินทางกลับบ้านของเด็กหญิงก็พบเจอแต่เหตุการณ์ซ้ำๆ ย้อนรอย (สอดคล้องกับชื่อหนัง The Mirror) หลงทาง ขึ้นรถผิด สอบถามคนโน้นนี่นั่น และสิ่งน่าเบื่อหน่ายสุดๆก็คือคำสนทนาของคนรอบข้าง ทำไมฉันต้องมานั่งฟังคำพร่ำบ่น ด้อยค่า/ตีแผ่สภาพเป็นจริง (มองได้ทั้งสองมุมนะครับ) ของประเทศตนเองอยู่นั่น!


Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami เลยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994), ก่อนได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The White Balloon (1995)

หลังเสร็จจาก The White Balloon (1995) ผกก. Pahani ได้รับมอบหมายให้กำกับ Willow and Wind (2000) จากบทหนังของ Abbas Kiarostami แต่เจ้าตัวอยากมองหาสิ่งที่อยู่ในความสนใจของตนเองมากกว่า … Willow and Wind (2000) เลยถูกส่งต่อให้ผู้กำกับ Mohammad-Ali Talebi เห็นว่ามาคว้ารางวัลช้างทองคำ (Golden Elephant) เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๗

สำหรับ ینه อ่านว่า Ayneh แปลตรงตัว The Mirror ได้แรงบันดาลใจระหว่างการเข้าร่วมเทศกาลหนัง 1996 Pusan International Film Festival ที่ประเทศเกาหลีใต้ พบเห็นเด็กสาวตัวกระเปี๊ยกถูกทิ้งให้นั่งอยู่ตัวคนเดียวในสวนสาธารณะ มันทำให้เขาเกิดความตระหนักว่าเคยพบเห็นภาพดังกล่าวบ่อยครั้งในอิหร่าน แต่ไม่เคยทำความเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น

I choose a precocious child and placed her in a situation where she is left to her own devices. Everyone she meets on her journey is wearing a mask or playing a role. I wanted to throw these masks away.

Jafar Panahi

เกร็ด: คงเพราะได้แรงบันดาลใจหนังเมื่อตอนอยู่ประเทศเกาหลีใต้ จึงน่าจะคือเหตุผลที่พื้นหลังได้ยินการพากย์ฟุตบอลเอเชียนคัพรอบแปดทีมสุดท้ายระหว่าง Iran vs. South Korea วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1996 โดยครึ่งแรกอิหร่านตาม 1-2 ก่อนพลิกกลับมาเอาชนะ 6-2 ถึงอย่างนั้นรอบรอบแพ้จุดโทษซาอุดิอาราเบีย แต่ยังคว้าที่สามหลังเอาชนะจุดโทษคูเวต (แชมป์คือเจ้าภาพซาอุดิอาราเบีย)

ในส่วนของนักแสดงนำ Mina Mohammadkhani คือพี่สาวของ Aida Mohammadkhani ที่เคยเล่นหนัง The White Balloon (1995) คงมีโอกาสพบเจอผกก. Panahi ตอนน้องสาวเล่นหนัง สังเกตเห็นแววตาอันว่างเปล่า เคลือบแฝงความอิจฉาริษยา ต้องการพิสูจน์ตนเองว่าฉันก็เป็นนักแสดงได้เช่นกัน

I selected her sister. Why? I detected a feeling of emptiness within her, and a determination to prove herself to the world. So I changed the negative aspect of her personality into a positive point.

บทสัมภาษณ์ของผกก. Panahi มีการกล่าวถึง Aida Mohammadkhani ที่หลังจากแสดง The White Balloon (1995) แล้วได้รับโอกาสเล่นหนังเรื่องอื่น ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวิธีการทำงานที่แตกต่าง จนผู้กำกับคนนั้นมาพร่ำบ่นให้ฟัง … นั่นอาจเป็นแรงบันดาลใจจุดหักมุมของ The Mirror (1997) กระมัง!

After The White Balloon Aida was slated to work with another director, whom I know, and who came to me after the first day of shooting and told me he had a problem with her. On my film, the sound recording was direct, but on this other film, she was told that they would add the sound later and she didn’t like that. She said that “when I play it must be my own voice,” and she was told that Mr Panahi works differently from us, and we will add the voice later. She stopped and told them not to say anything about Mr. Panahi, because (and, this is an Iranian expression) a “single hair from Mr. Panahi’s head is worth more than all of you.” Her act was clearly un-professional, and, she couldn’t give them the performance shading that they wanted. When they want to go on to the next movie, it is not easy for children to adapt.


ถ่ายภาพโดย Farzad Jadat, فرزاد جودت เพื่อนร่วมรุ่นผกก. Jafar Panahi มีผลงาน The White Balloon (1995), The Mirror (1997) ฯ

งานภาพในหนังของผกก. Panahi โอบรับแนวคิด (Italian Neorealist) ใช้นักแสดงสมัครเล่น ถ่ายทำยังสถานที่จริง ด้วยแสงธรรมชาติเท่านั้น! ซึ่งสำหรับ The Mirror (1997) ทำการเกาะติดตามเด็กหญิง Mina

  • ช่วงครึ่งแรกเป็นภาพหน้าตรงทั่วๆไป ไม่มีสิ่งใดมากีดกั้นขวาง บางครั้งก็ถ่ายผ่านมุมมองสายตาของเธอ สังเกตเห็นผู้คน-สรรพสิ่งต่างๆรอบข้าง
  • ส่วนครึ่งหลังจะเปลี่ยนมาเป็นการแอบถ่ายเด็กหญิงจากระยะห่างออกไป น่าจะตั้งกล้องบนรถ ขับติดตาม เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง บางครั้งนั่งอยู่บนรถ บางครั้งถูกรถคันอื่นแล่นมาบดบัง ยังดีที่สามารถติดตามหาจนถึงบ้าน
    • เสียงจากไมโครโฟนไร้สาย บางครั้งได้ยินชัด บางครั้งติดๆขัดๆ และบางครั้งเงียบหายไปเลยก็มี

หลายคนน่าจะรับรู้อยู่เต็มอก ครึ่งหลังของหนังแม้พยายามทำเหมือนการแอบถ่าย แต่ทั้งหมดล้วนผ่านการวางแผน ตระเตรียมการมาเป็นอย่างดี ไม่ได้ปล่อยให้เด็กหญิงเดินทางกลับบ้านตามลำพัง ทีมงานคอยประกบอยู่ห่างๆ เพียงสร้างสถานการณ์ให้เธอสนทนากับคนแปลกหน้า ลุ้นระทึกว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกไหม


ภาพแรกของหนังเริ่มต้นคล้ายๆ The White Balloon (1995) คือถ่ายทำแบบ Long Take ด้วยการแพนนิ่งจากคน-สัตว์-สิ่งของหนึ่งสู่อีกคน-สัตว์-สิ่งของหนึ่ง ฟากฝั่ง(ถนน)หนึ่งสู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง เด็กๆเดินข้ามถนน → คนขายพรม → มารดาเข็นรถเข็น ฯ นี่คือลักษณะของ ‘Narrative Shift’ คล้ายๆการส่งไม้ผลัด ชักชวนให้ผู้ชมค้นหาตัวละครหลักอยู่ไหน? หรือจะมีใครโผล่มาอีกในอนาคต?

เมื่อตอนกลุ่มเด็กๆเดินข้ามถนน รถก็พร้อมหยุดจอด สามารถเดินข้ามโดยง่ายดาย! แต่พอเป็นเด็กหญิง Mina ตัวคนเดียว มันกลับมีความยุ่งยาก วุ่นวาย ไม่มีใครอยากหยุดรถ หรือพาข้าม ถูกมองคือคนสร้างปัญหา ทำไมไม่ข้ามตอนที่คนอื่นเค้าข้ามกัน? นี่สะท้อนหลักการใช้ชีวิตของชาวอิหร่าน มักไม่ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคล (Individualism) ใครกระทำสิ่งนอกคอก ต่อต้านสังคม ก็จะถูกกำจัด/จำกัดสิทธิ์โน่นนี่นั่น

แต่ถึงไม่มีใครช่วย หรือรถไม่หยุดให้ข้าม Mina ก็สามารถหาหนทางข้ามถนน โทรศัพท์หามารดาได้ด้วยตนเอง นี่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องกระทำตามผู้อื่น คล้อยตามบริบทกฎกรอบทางสังคม ก็สามารถพึ่งพา เอาตัวรอดด้วยตนเอง … นี่ถือเป็นการอารัมบบทครึ่งแรก vs. ครึ่งหลังของหนัง, ภาพแรกคือฝูงชนข้ามถนน vs. เด็กหญิงข้ามถนนด้วยตนเอง

ผมคุ้นๆว่าเคยเห็นเด็กขายลูกโป่ง (น่าจะคนเดียวกับ The White Balloon (1995)) ช่วงครึ่งหลังของหนังด้วยนะ แต่จำไม่ได้ว่าอยู่ฉากไหน ขี้เกียจค้นหาก็เลยแค่นำมาบอกให้ลองสังเกตดูกัน

มันมีหลากหลายเหตุการณ์ในครึ่งแรก หวนกลับมาเกิดขึ้นคล้ายๆเดียวกันกับตอนครึ่งหลัง ผมไม่สามารถยกมาอธิบายทั้งหมด เอาที่สังเกตเห็นชัดๆหน่อยก็แล้วกัน

  • ครึ่งแรกคุณลุงขับมอเตอร์ไซด์ประสบอุบัติเหตุล้มลง vs. ครึ่งหลังระหว่างทางพบเห็นสภาพย่อยยับของรถเก๋ง
  • ระหว่างอยู่บนรถโดยสาร พบเจอคุณยายจู้จี้ขี้บ่น vs. ครึ่งหลังเด็กหญิงก็พบเจอเธอนั่งอยู่ที่สวนสาธารณะ
  • เด็กหญิงขึ้นรถเมล์มาถึงสถานีปลายทาง ได้รับความช่วยเหลือจากคนขับรถ vs. นั่งแท็กซี่มาถึงอู่รถ ได้รับความช่วยเหลือจากบรรดาคนขับเช่นกัน

ผมมาครุ่นคิดดู The Mirror (1997) ไม่ใช่แค่กระจกสะท้อนครึ่งแรก vs. ครึ่งหลัง, แต่ยังหลายๆสิ่งอย่างสะท้อนกับ The White Balloon (1995) ตั้งแต่ภาพแรกของหนังที่อธิบายไปแล้ว, นักแสดงนำเป็นพี่น้องกัน Mina & Aida, เด็กขายลูกโป่ง, หรือสองภาพนี้ที่ชวนนึกถึงไทยมุงการแสดงงู แล้วเด็กหญิงถูกฉกเงินจากโถใส่ปลาทอง

  • ครึ่งแรกมีนักดนตรีขึ้นมาเล่นเพลงบนรถโดยสาร แม้คราวนี้จะไม่ได้ถูกฉกเงิน แต่ผู้โดยสารข้างๆขอให้ Mina นำเงินมามอบให้นักดนตรีพ่อ-ลูก
  • ช่วงครึ่งหลังพบเห็นกลุ่มคนกำลังรุมล้อม ไทยมุงอยู่ริมถนน ผมก็ไม่รู้เค้าดูอะไรกัน (ภาพพิมพ์? โพรารอยด์? ด้านหลังคือร้านรูป) แต่พบเห็นเด็กหญิงแทรกตัวเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ผมไม่แน่ใจว่าคือความจงใจ หรือเกิดจากฟีล์มเสื่อมสภาพ? หลังจากที่ Mina บอกว่าไม่เล่นหนังอีกต่อไปแล้ว ช็อตถัดมาโทนสีภาพก็แปรเปลี่ยนไปโดยพลัน! คือมันสีตก ฟีล์มเก่าเสื่อมสภาพ แต่ดูแล้วน่าจะเป็นความจงใจ ใช้กล้องคนละตัว เลยสามารถตีความว่าถึงการเปลี่ยนแปลง ‘Narrative Shift’ จากภาพยนตร์สู่โลกความจริงที่ไม่ได้มีความสวยสดงดงามสักเท่าไหร่

แต่หลังจากการฉายให้เห็นทีมงานเบื้องหลัง ผกก. Panahi, ตากล้อง Farzad Jadat, ช่างเสียง และผู้ประสานงานคนอื่นๆ พอเข้าสู่ช่วงการแอบถ่ายการผจญภัยของเด็กหญิงบนท้องถนน โทนสีของหนังก็หวนกลับสู่สภาวะปกติ

สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าครึ่งหลังของหนังเป็นการปล่อยให้ Mina หาหนทางกลับบ้านเองหรือไม่? ให้ลองสังเกตตอนจบเมื่อเธอฟากคืนไมค์แก่เจ้าของร้านขายของเล่น ได้ยินบทสนทนาแสดงความยินดีที่ลูกค้ากำลังจะแต่งงาน (แต่การ Congratuation นี้ราวกับแสดงความยินดีที่เด็กหญิงเดินทางมาถึงบ้าน) และพอดิบพอดีกับฟุตบอลจบการแข่งขัน อิหร่านเอาชนะเกาหลีใต้ 6-2 … มันจะบังเอิญเป๊ะๆได้ขนาดนั้นเชียวฤา?

ตัดต่อโดย Jafar Panahi, เริ่มต้นหลังโรงเรียนเลิก เด็กๆแยกย้ายกันกลับบ้าน กล้องถ่ายวนรอบสี่แยกหน้าโรงเรียน ก่อนหวนกลับมาถึงเด็กหญิง Mina วันนี้มารดายังมาไม่ถึง หรือมีเหตุบางอย่างให้ล่าช้า หลงลืม ทอดทิ้งบุตรสาวตัวคนเดียว เธอจึงตัดสินใจออกหาหนทางกลับบ้านด้วยตนเอง!

  • ภาพยนตร์
    • หลังโรงเรียนเลิก เด็กๆแยกย้ายกลับบ้าน
    • เด็กหญิง Mina มารดายังไม่มารับ ข้ามถนนไปโทรศัพท์ (ไม่มีคนรัก) ก่อนหวนกลับหน้าโรงเรียน
    • คุณลุงอาสาขับมอเตอร์ไซด์พา Mina ไปส่งยังป้ายรถเมล์ … ก่อนลุงคนนั้นประสบอุบัติเหตุถูกรถชน
    • เด็กหญิง Mina ขึ้นๆลงๆรถโดยสาร รับฟังคำพร่ำบ่น จนมาถึงสถานีปลายทาง
    • พนักงานขับรถให้เธอขึ้นๆลงๆ สอบถามว่าจะไปลงป้ายรถเมล์ไหน ก่อนเธอสำแดงความไม่พึงพอใจ
  • โลกความจริง
    • เด็กหญิง Mina ลงจากรถโดยสาร แสดงความไม่พึงพอใจอะไรบางอย่าง
    • เธอออกเดินไปตามท้องถนน สอบถามทางจากผู้คน พยายามหาหนทางกลับบ้านด้วยตนเอง
    • โทรศัพท์หาที่บ้าน แต่ไม่มีใครว่างมารับ
    • ได้ผู้ใหญ่ใจดีอนุญาตให้ขึ้นรถแท็กซี่
    • มาถึงที่จอดรถของคนขับแท็กซี่ พยายามสอบถามบุคคลหน้าตาคุ้นเคยว่าบ้านอยู่ไหน?
    • มาถึงร้านขายของเล่น และบ้านของเธออยู่ฟากฝั่งตรงกันข้าม

ครึ่งแรกของหนังจะมีการตัดต่ออยู่เรื่อยๆ ภาพถ่ายเด็กหญิง จับจ้องมองสิ่งต่างๆรอบข้าง ตัดสลับกับปฏิกิริยาสีหน้าของเธอ, ผิดกับครึ่งหลังที่(การตัดต่อ)แทบจะนับครั้งได้ ส่วนใหญ่ถ่ายทำแบบ Long Take แอบติดตามจากระยะไกล เฉพาะตอนเปลี่ยนสถานที่ ฟีล์มหมด หรือมองไม่เห็นตัว ถึงพบเห็นการตัดต่อฉากถัดไป


ช่วงครึ่งแรกของ The Mirror (1997) เหมือนจะนำเสนอปัญหาผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับลูกๆหลานๆ ปล่อยปละละเลย หลงลืมไปรับ ปล่อยให้เธอกลับบ้านด้วยตนเอง ซึ่งระหว่างทางเด็กหญิงพานพบเจอทั้งบุคคลพยายามช่วยเหลือ และแสดงความเห็นแก่ตัวออกมา … สามารถสะท้อนถึงชนชั้นผู้นำ/รัฐบาลอิหร่านไม่เคยให้ความสำคัญกับประชาชน

ในมุมมองของผกก. Panahi คนดีมักไม่มีที่ยืนในประเทศอิหร่าน (นั่นคือเหตุผลที่คุณลุงขับมอเตอร์ไซด์พาเด็กหญิงไปส่งป้ายรถเมล์ ประสบอุบัติเหตุถูกรถชน) คล้ายๆแบบ The White Balloon (1995) มักฉายภาพบุคคลเห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน เต็มไปด้วยการพร่ำบ่น โดยเฉพาะพวกผู้สูงวัยเรียกร้องให้คนหนุ่มสาวเสียสละเพื่อผู้อื่น (บนรถโดยสาร หญิงสูงวัยเรียกร้องเด็กหญิงลุกขึ้นให้คนตั้งครรภ์นั่ง) สร้างความเก็บกด อัดอั้น จนแทบมิอาจอดกลั้นฝืนทน

นั่นทำให้เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเด็กหญิงมิอาจอดรนทน จู่ๆหันมาสบตาหน้ากล้อง “Breaking the Fourth Wall” คือการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ขัดต่อขนบกฎกรอบ วิถีทางภาพยนตร์ โหยหาอิสรภาพ ประกาศเลิกเล่นหนัง … การปฏิบัติตามคำสั่งผู้กำกับ = ประชาชนชาวอิหร่านภายใต้การปกครองของผู้นำอิสลาม

นี่ก็เท่ากับว่าผกก. Panahi ใช้ลูกเล่นภาพยนตร์ในการสำแดงอารยะขัดขืน ต่อต้านวิถีชีวิต สภาพสังคม-การเมือง โดยเฉพาะชนชั้นผู้นำ บริหารประเทศด้วยความคอรัปชั่น ยึดหลักศาสนาเคร่งครัดเกินไป ทำให้ประชาชนไร้สิทธิ เสรีภาพ ไม่สามารถแสดงความคิดเห็น ทำเพียงก้มหัวศิโรราบ บลา บลา บลา

ชื่อหนัง The Mirror คือการสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างครึ่งแรก vs. ครึ่งหลัง, ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ที่ผู้กำกับสั่งให้ทำโน่นนี่นั่น vs. มอบอิสระให้เด็กหญิงหาหนทางกลับบ้านด้วยตนเอง, มันอาจไม่ได้เหมือนกันเป๊ะๆ แต่มีความละม้ายคล้ายภาพสะท้อนกระจกเงา … ไม่จำเป็นต้องมีคนมาคอยเน้นย้ำ จ้ำจี้จำไช รัฐบาลสั่งให้ทำโน่นนี่นั่น การมอบอิสระให้ประชาชนก็เหมือนการถอดเฝือก สามารถขยับเคลื่อนไหว เลือกเส้นทางชีวิต/กลับบ้านได้ด้วยตนเอง!

reality and the imagination are intertwined, they are very similar. When I see my picture, the picture resembles me.

Jafar Panahi

จะว่าไปสไตล์ของผกก. Panahi มักเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ แนวคิดธรรมดาๆที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม คาดไม่ถึง แล้วค่อยๆวิวัฒนาการ ก่อบังเกิดความเปลี่ยนแปลง จนสามารถปรับเปลี่ยนทุกสิ่งอย่างจากหน้าเป็นหลัง … The Mirror (1997) คือจุดเปลี่ยนที่เขาต้องการ “Breakthrought” ก้าวออกจากขีดจำกัดของตนเอง

With the film, The White Balloon, I wanted to prove to myself that I can do the job, that I can finish a feature film successfully and get good acting out of my players. With The Mirror I was no longer concerned with proving myself, but, it was the beginning, lets say, of my “movement,” and I started to be concerned with the form. One idea is that in the middle of the film everything will change.


ประเทศอิหร่านช่วงทศวรรษ 90s อุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมและอิสลาม (Ministry of Culture and Islamic Guidance) มีการกำหนดประเภทหนังที่สามารถออกฉายในวงกว้าง ประกอบด้วย

  • Sacred Defense เกี่ยวกับสงคราม Iran-Iraq War (1980-88)
  • Commercial Film แนวตลก ดราม่า
  • Social/Children’s Film เกี่ยวกับการศึกษา เด็กและเยาวชน

The Mirror (1997) แม้น่าจะสามารถจัดเข้าพวก Children’s Film แต่เพราะความติสต์แตกกลางเรื่อง ทำให้กองเซนเซอร์แยกมาเป็นอีกประเภท Festival films สำหรับฉายตามเทศกาลหนัง สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ แต่ในประเทศจะถูกจำกัดโรง ไม่ได้รับโอกาสฉายวงกว้าง … บางแหล่งข่าวบอกว่า The Mirror (1997) ได้ฉายจำกัดโรง แต่เว็บไซด์ IMBD.com ไม่มีระบุด้วยวันเข้าฉายในอิหร่าน ก็อาจถือว่าไม่ได้เข้าฉายกระมัง?

ผลงานของผกก. Panahi เริ่มถูกทางการสั่งแบน ห้ามฉายในประเทศตั้งแต่ The Circle (2000) นั่นทำให้ผลงานเก่าๆย่อมได้รับผลพวง ถูกเก็บเข้ากรุ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน โอกาสการบูรณะยังไม่ต้องคาดหวัง … ตอนเขียนบทความนี้การปฏิวัติอิหร่าน ค.ศ. 2026 ยังคงดำเนินไป ก็ไม่รู้ผลลัพท์จะลงเอยแบบไหน

ใจหนึ่งผมก็อยากจะชื่นชอบ The Mirror (1997) แต่นอกจากการหักมุมกลางเรื่อง มันไม่มีอะไรอย่างอื่นที่สามารถสร้างความประทับใจ ผกก. Panahi ละเล่นกับรูปแบบ โครงสร้าง คำพร่ำบ่นสภาพสังคมอิหร่านที่มากเกินไป ก็ถือว่าเป็นลองผิดลองถูก ลองติสต์แตกสักหน่อยประไร

จัดเรตทั่วไป แต่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่

คำโปรย | The Mirror กระจกสะท้อนภาพยนตร์ vs. โลกความจริง ในมุมของผู้กำกับ Jafar Panahi แทบไม่ได้มีความแตกต่างกัน
คุณภาพ |

The White Balloon (1995)


The White Balloon

The White Balloon (1995) Iranian : Jafar Panahi ♥♥♥♥

เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบต้องการปลาทองตัวใหม่ แต่เงินที่กว่าจะออดอ้อนมารดามาได้ กลับมีเรื่องวุ่นๆวายๆถูกลักขโมย ทำตกหล่นหาย สุดท้ายเธอจะสามารถซื้อปลาทองสำเร็จหรือเปล่า? “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เมื่อปีที่ผ่านมาผกก. Panahi ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการภาพยนตร์ เมื่อผลงานเรื่องล่าสุด It Was Just an Accident (2025) คว้ารางวัล Palme d’Or ทำให้เขากวาดครบสามรางวัลจากสามเทศกาลหนังใหญ่ Cannes, Venice (The Circle (2000)) และ Berlin (Taxi (2015)) ถือเป็นบุคคลที่สองถัดจาก Michelangelo Antonioni แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าความสำเร็จดังกล่าวจะทำให้เขากลายเป็นตำนานยิ่งใหญ่ไปกว่ารุ่นพี่ Abbas Kiarostami หรือแม้แต่รุ่นน้อง Asghar Farhadi

นั่นเพราะผลงานของผกก. Panahi ส่วนใหญ่ทำการต่อยอดสิ่งที่รุ่นพี่(และรุ่นน้อง)ริเริ่มต้นขึ้น นำมาขยับขยายให้กลายมาเป็นสไตล์ของตนเอง ชัดเจนสุดก็คือ Taxi (2015) ใครๆต่างบอกได้ว่านำแรงบันดาลใจจาก Taste of Cherry (1997) ถึงเนื้อหาสาระจะปรับเปลี่ยนแปลงไป เคลือบแฝงข้อคิดน่าสนใจเพียงไหน แต่มันขาดความสดใหม่ทางความคิดสร้างสรรค์

The White Balloon (1995) ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของผกก. Panahi ต่อให้ไม่ได้มองเครดิต ก็น่าจะรับรู้สึกว่ามีความละม้ายคล้ายผลงานของผกก. Kiarostami (ผกก. Panahi เคยทำงานเป็นผู้ช่วย Kiarostami และได้รับโอกาสสร้างหนังเรื่องนี้จากบทของอีกฝ่าย) เปลือกภายนอกดูเป็นเรื่องราวความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเด็กหญิง ต้องการซื้อปลาทองตัวใหม่ แต่เนื้อหาสาระแท้จริงสะท้อนสภาพสังคมประเทศอิหร่าน เต็มไปด้วยขนบกฎกรอบ ผู้คนมีความเห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ไม่เคยพยายามทำความเข้าใจหัวอกผู้อื่น

หวนกลับมารับชมคราวนี้ ผมเพิ่งตระหนักถึงเหตุผลการเลือกใช้ชื่อ The White Balloon แทนที่จะเป็นสักอย่างเกี่ยวกับเด็กหญิงหรือปลาทอง ไม่ใช่แค่เคารพคารวะโคตรหนังสั้น The Red Balloon (1956) แต่ยังมีบางสิ่งอย่างเคลือบแอบแฝง ณ ช็อตสุดท้ายของหนัง … จะว่าไปการนั่งริมฟุตบาทถนน ชวนนึกถึง Bicycle Thieves (1948) อยู่เล็กๆ

Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami

ผกก. Panahi ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าว่า Luis Buñuel เคยร้องขอทำงานกับ Jean Epstein เลยได้เป็นผู้ช่วยถ่ายทำหนังเงียบอยู่สองสามเรื่อง! เขาเลยฝากข้อความถึงผกก. Kiarostami อธิบายเหตุผลว่าทำไมชื่อนชอบภาพยนตร์ของเขา และขอร่วมงานผลงานถัดไป ได้รับว่าจ้างเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994)

[Jafar Panahi have] extremely gifted and can be a promising figure in our cinema’s future.

Abbas Kiarostami

ต่อมาผกก. Panahi พัฒนาบทหนังร่วมกับ Parviz Shahbazi ตั้งชื่อโปรเจค Happy New Year ยื่นของบประมาณจากสถานีโทรทัศน์ IRIB (Islamic Republic of Iran Broadcasting) Channel 1 แต่ข้อเสนอถูกปัดเพราะขาดความน่าสนใจ ช่วงระหว่างช่วยงานถ่ายทำ Through the Olive Trees (1994) จึงลองนำบทหนังให้ผกก. Kiarostami ช่วยแสดงความคิดเห็น อ่านแล้วเกิดความชื่นชอบ เสนอแนะนำให้ทำออกมาเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเลยดีกว่า!

เนื่องด้วยผกก. Kiarostami ไม่ได้มีเวลาว่างเยอะแยะ วิธีการทำงาน/ร่วมพัฒนาบทของเขาก็คือใช้เวลาระหว่างขับรถ ครุ่นคิดอะไรก็พูดออกมา Panahi ทำการจดบันทึก อัดเทปคาสเซ็ต จากนั้นนำไปรวบรวมเรียบเรียง แปะติดปะต่อ พัฒนาออกมาเป็นบทภาพยนตร์ … แต่ก็ยกเครดิตเขียนบทเดี่ยวๆให้กับ Kirostami

นอกจากช่วยเรื่องบทหนัง Kiarostami ยังจัดหาทุนสร้างจากสถานีโทรทัศน์ IRIB: Channel 2 แม้ไม่เยอะเท่าไหร่เพราะยังไม่มีใครรับรู้จักชื่อของ Panahi แต่ก็เพียงพอให้สามารถถ่ายทำหนังเสร็จ

I wanted to prove to myself that I can do the job, that I can finish a feature film successfully and get good acting out of my players. In a world where films are made with millions of dollars, we made a film about a little girl who wants to buy a fish for less than a dollar – this is what we’re trying to show.

Jafar Panahi

เกร็ด: พล็อตหนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจบางส่วนมาจากภาพยนตร์ The Fish (1989) ของผู้กำกับ Kambuzia Partovi


อีกประมาณชั่วโมงครึ่งจะถึงวันขึ้นปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ Razieh พบเห็นปลาทองรูปร่างอวบอ้วน ต้องการนำมาประดับบ้านเสริมสิริมงคล แต่ด้วยสนราคา 100 Toman ค่อนข้างสิ้นเปลืองสำหรับชนชั้นแรงงาน มารดาปฏิเสธเสียงขันแข็ง เลยร้องขอให้พี่ชายออดอ้อนจนได้เงินมา 500 Toman เร่งรีบออกเดินทางกลับพบเจออุปสรรคขวากหนาม ถูกคนโชว์งูเข้าใจผิด ธนบัตรปลิวหล่นหาย พบเจอตกอยู่ในท่อระบายน้ำ จะทำอย่างไรถึงสามารถเกี่ยวมันขึ้นมา?

ในส่วนของนักแสดงทั้งหมดคือมือสมัครเล่น (non-Professional) ผ่านการคัดเลือก ทดสอบหน้ากล้อง สำหรับบทบาทเด็กๆต้องค้นหาตามโรงเรียนอนุบาล ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้ครบทุกตัวละคร

  • สำหรับบทบาท Razieh ที่น่าจะค้นหายากที่สุด ผกก. Panahi กลับพบเจอ Aida Mohammadkhani ตั้งแต่วันแรกยังโรงเรียนแรกที่ไปทำการออดิชั่น ประทับใจในสายตาอันบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา สีหน้าท่าทางสะท้อนความรู้สึกภายในอย่างตรงไปตรงมา
    • Aida Mohammadkhani มีพี่สาวชื่อ Mina Mohammadkhani ได้รับเลือกนำแสดง The Mirror (1997) ผลงานถัดไปของผกก. Panahi
    • หลังจาก The White Balloon (1995) เธอยังมีโอกาสเล่นหนัง/ซีรีย์โทรทัศน์อีกสองสามเรื่อง ก่อนหมดความสนใจ โตขึ้นเรียนจบโทจิตวิทยาคลินิก และปริญญาเอกประสาทวิทยาศาสตร์ กลายนักวิจัยประจำสถาบันประสาท Hotchkiss Brain Institute ณ University of Calgary
  • กลายเป็นพี่ชาย Ali ผ่านการคัดเลือกนักแสดง 2,600+ คน กว่าจะพบเจอ Mohsen Kalifi (ผมรู้สึกหน้าตาละม้ายคล้ายเด็กชายในภาพยนตร์ Bicycle Thieves (1948)) ไม่ต่างจากคนรับใช้ที่ต้องปฏิบัติคำสั่งบิดา-มารดา รวมถึงน้องสาวที่เอาแต่ออดอ้อน เรียกร้องโน่นนี่นั่น พึ่งพาอาศัย ร่วมกันแก้ไขอุปสรรคขวากหนาม
  • บุคคลที่ประสบการณ์ภาพยนตร์มากสุดคือมารดา รับบทโดย Fereshteh Sadre Orafaiy เข้าวงการมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980s ก่อนมาโด่งดังกับ The Circle (2000), Border Café (2005), When the Moon Was Full (2019), A Hero (2021) ฯ

ถ่ายภาพโดย Farzad Jadat, فرزاد جودت เพื่อนร่วมรุ่นผกก. Jafar Panahi มีผลงาน The White Balloon (1995), The Mirror (1997) ฯ

งานภาพของหนังรับอิทธิพลจาก (Italian) Neorealist ประกอบด้วยนักแสดงสมัครเล่น ถ่ายทำยังสถานที่จริง และใช้เพียงแสงธรรมชาติเท่านั้น! ไม่รู้ทำไมผมมีภาพจำว่าคงใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร (Guerrilla Unit) แต่พอเรียนรู้ระยะเวลาโปรดักชั่นระหว่างเมษายน – มิถุนายน ค.ศ. 1994 นั่นแปลว่ามีการซักซ้อม ตระเตรียมการ ทุกสิ่งอย่างย่อมต้องผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดี จุดประสงค์เพื่อให้ออกมาดูสมจริง และมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด!

(มันคงเพราะผลงานถัดๆไปของผกก. Panahi อย่าง The Mirror (1997), The Circle (2000) ชัดเจนมากว่าใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร เต็มไปด้วยมุมกล้องแอบถ่าย ส่ายๆสั่นๆ ใครจะสามารถควบคุมการจราจรบนท้องถนน!)

หนังมีการละเล่นสีอ้างอิงจากชื่อ The White Balloon นอกจากลูกโป่ง ผ้าคลุมศีรษะ และปลาทอง (ที่ตัวมันมีความขาวมากกว่าสีทองเสียอีก) องค์ประกอบรอบข้างอื่นๆจะไม่มีความขาวผุดผ่องเทียบเท่า เพื่อสื่อว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความแปดเปื้อนมลทิน ไม่ได้บริสุทธิ์สดใสเหมือนสารพัดสิ่งสัญลักษณ์ที่กล่าวไว้


มันมีหลายสิ่งอย่างเกิดขึ้นใน ‘Long Take’ แรกของหนัง! เริ่มต้นชายคนหนึ่งเดินออกจากร้านตัดผม → รถทหารขับสวนเข้ามา นายทหารหนุ่ม (ที่โผล่ช่วงท้าย) ลงจากรถ → เด็กขายลูกโป่งเดินเข้ามาขายลูกโป่ง → กล้องเคลื่อนเลื่อนไปยังมารดา เดินกลับมาหาเด็กขายลูกโป่ง สอบถามเห็นบุตรสาวตนเองไหม?

แซว: มันจะมีเด็กหญิงสวมใส่ชุดคล้ายๆ Razieh เดินผ่านไปผ่านมา ล่อหลอกสายตาผู้ชมให้เข้าใจผิดๆ

ทีแรกผมครุ่นคิดว่าซีเควนซ์นี้เพียยงนำเสนอวิถีชีวิต ความวุ่นๆวายๆของชาวอิหร่าน ขณะเดียวกันมันยังเคลือบแฝงแนวทางของผกก. Panahi ขึ้นชื่อเรื่องการนำเสนอ ‘Narrative Shift’ คล้ายๆการส่งไม้ผลัด จากมุมมองตัวละครหนึ่ง → ไปยังมุมมองตัวละครหนึ่ง → มาถึงอีกมุมมองตัวละครหนึ่ง … หนังเรื่องยังแค่การลองผิดลองถูกเท่านั้นนะครับ ผลงานถัดๆไปจะค่อยๆเห็นแนวทางดังกล่าวชัดขึ้นเรื่อยๆ

ผมมีความลุ่มหลงใหลในองค์ประกอบศิลป์ของช็อตนี้อย่างมาก ดูหรูหรา ราวกับตำหนักพระราชา ผู้นำประเทศชาติ (นั่นคือสิ่งที่หนังต้องการเปรียบเทียบถึงอย่างแน่นอน) สังเกตว่าตลอดซีเควนซ์นี้ เด็กหญิงไม่เคยเข้าไปภายในบ้าน (ผู้หญิงในอิหร่าน ไม่ได้รับโอกาสอันใด) เพียงมารดาเข้าไปปัดกวาดเช็ดถู (คนรับใช้) พี่ชายเข้าไปกระซิบกระซาบ (ผู้ชายมีสิทธิ์เสียง) และบิดาที่แม้ไม่เคยเห็นหน้า กลับยินเสียงตะโกนออกคำสั่ง (สังคมชายเป็นใหญ่)

หนังจากประเทศอิหร่าน เลื่องชื่อด้านการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กๆ ครอบครัว ภายใต้การดูแลของบิดา-มารดา (ระดับจุลภาค) แต่แทบทั้งนั้นล้วนคือภาพสะท้อนชนชั้นผู้นำ ปกครองประชาชนชาวอิหร่าน (ระดับมหภาค) ต้องคอยก้มหัวศิโรราบ ปฏิบัติตามคำสั่งเบื้องบน ใครคิดเห็นต่างจักถูกลงโทษ จับกุม กำจัดให้พ้นภัยทาง

เจ้างูจะโผล่หัวออกมาเมื่อได้กลิ่นเงิน นั่นคือการเปรียบเทียบอย่างตรงไปตรงมาว่า เงินๆทองๆ = อสรพิษร้าย สิ่งอันตราย ลวงล่องหลอกเด็กหญิงไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถูกเจ้าของงูฉกเงินจากโถแก้วที่เธอเตรียมเอาไว้ใส่ปลาทอง พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ไม่รู้จะทำยังไง ทั้งโกรธ ทั้งกลัว เกือบจะน้ำตาไหลพรากๆ ฉันไม่น่าหลงเข้ามา ขัดคำสั่งมารดา

หลายคนมองแค่ว่าถ้าเด็กหญิงทำตามคำสั่งมารดา ไม่แทรกตัวเข้ามารับชมการแสดงงู เหตุการณ์วุ่นๆนี้คงไม่บังเกิดขึ้น! แต่มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เช่นนั้นแล้วเราก็ควรปล่อยให้เธอได้ลิ้มลอง เรียนรู้จักความผิดพลาดตนเอง และต่อให้ไม่ได้เงินคืนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย คอขาดบาดตาย แค่ว่าจะจดจำเหตุการณ์บังเกิดขึ้นตราบสิ้นลมหายใจ!

ปลาทอง (Goldfish) สัตว์เลี้ยงสวยงามที่ไม่ได้มีประโยชน์อันใดนอกจากความเพลิดเพลิน สวยงามตา ถือเป็นสิ่งหรูหรา ฟุ่มเฟือย ไร้ความจำเป็น แต่ในสายตาของเด็กหญิงถือว่ามีมูลค่าทางจิตใจ เพราะสามารถเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน อยากได้-อยากมี อยากครอบครองเป็นเจ้าของ ตอบสนองกิเลสตัณหา, ขณะเดียวกันเราสามารถเปรียบเทียบเจ้าปลาทอง กับเด็กหญิง(สาว) และประชาชนชาวอิหร่าน ต่างถูกกักขังอยู่ในโถแก้ว ได้รับการเลี้ยงดูจนอวบอ้วน แต่ไม่สามารถแหวกว่ายไปไหน ชีวิตไร้ซึ่งอิสรภาพ

แซว: ปลาทองตัวนี้มันแทบจะไม่มีสีทอง คงเป็นจงใจให้สอดคล้องชื่อหนัง The White Balloon สัญลักษณ์แทนความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา

เรื่องราวเด็กหญิงทำเงินหล่นหาย แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมประเทศอิหร่าน ซึ่งก็มีทั้งบุคคลเห็นแก่ตัว และแสดงความสงสารเห็นใจ หญิงสูงวัยพยายามให้ความช่วยเหลือเด็กหญิง จนพบเจอธนบัตรตกอยู่ในท่อระบายน้ำ จากนั้นส่งต่อไม้พลัดให้ชายสูงวัยเจ้าของร้านตัดเสื้อข้างๆ ซึ่งมีอุปนิสัยแตกต่างตรงกันข้าม จู้จี้ขี้บ่น เรื่องมากเอาแต่ใจ ปัดความรับผิดชอบ ปฏิเสธให้ความช่วยเหลือใดๆ

มันมีร้านค้ามากมายให้ธนบัตรปลิวหล่นใส่ท่อระบายน้ำ แต่หนังจงใจเลือกร้านขายเสื้อผ้า! เคลือบแฝงนัยยะ(ชาวอิหร่าน)ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูดี สวมใส่ชุดหล่อเหลา ปกปิดบังตัวตนภายในที่มีความเรื่องมาก เห็นแก่ตัว ไร้ซึ่งมนุษย์ธรรม … ในหนังเจ้าของร้านแสดงความไม่พึงพอใจลูกค้ารายหนึ่งที่เรียกร้องโน่นนี่นั่น ศีรษะฉันขนาดเล็กต้องมีการตัดเย็บอย่างนั้นโน้นนี้ เลยถูกโต้ตอบฉันไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบรูปร่างหน้าตาของนาย!

เรื่องราวของนายทหารหนุ่ม มันช่างมีความคลุมเคลือว่าหมอนี่มาดี-มาร้าย ต้องการช่วยเหลือหรือลักขโมยเงินกันแน่? หัวข้อการสนทนาก็ฟังดูไม่น่าเชื่อถือ เต็มไปด้วยคำโป้ปดหลอกลวง (เจ้าของร้านไม่ได้ไปเยี่ยมญาติต่างจังหวัดสักหน่อย!) แต่ผมครุ่นคิดว่าหนังต้องสื่อถึง ‘ทหารอิหร่าน’ ที่พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ หน้าที่ของพวกเขาควรปกป้อง+ช่วยเหลือประชาชน กลับทำตัวเหมือนอาชญากรเสียเอง … แม้สุดท้ายมันจะไม่เกิดเหตุการณ์อะไร ก็ชักชวนให้ผู้ชมตั้งคำถาม ทหารมีไว้ทำไม?

เมื่อตอนเห็นชื่อ The White Balloon คงทำให้หลายคนครุ่นคิดถึงโคตรหนังเงียบ The Red Balloon (1956) ที่เต็มไปด้วยความน่าหลงใหล มหัศจรรย์ใจ แต่ทว่าหนังเรื่องนี้กลับไม่ได้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับลูกโป่ง จนกระทั่งช่วงท้ายของหนังถึงเริ่มสังเกตเห็นว่ามันผูกติดกับไม้ ขายไม่ออก เหมือนกับช็อตสุดท้ายของหนังจับภาพเด็กขายลูกโป่ง หลังให้ความช่วยเหลือ Ali & Razieh หยิบเงินจากท่อระบายน้ำ ก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีกระทั่งคำขอบคุณใดๆ

นี่คือลักษณะของ ‘Narrative Shift’ การเปลี่ยนมุมมองเล่าเรื่องจากสิ่งหนึ่ง/ตัวละครหนึ่ง → สู่อีกสิ่งหนึ่ง/ตัวละครหนึ่ง, หรือก็คือจาก Ali & Razieh → มาเป็นเด็กขายลูกโป่ง, เรื่องวุ่นๆของการซื้อปลาทองสิ้นสุดลง → ก็ถึงเวลาหวนกลับหาโลกความจริงอันโหดร้าย

ผมอ่านเจอว่าเด็กขายลูกโป่งคนนี้ไม่ใช่ชาวอิหร่าน เพราะการเดินเร่ขายของริมถนน/ข้างทาง ถูกมองว่าเป็นอาชีพชั้นต่ำ จึงกลายเป็นงานของคนต่างด้าว ผู้อพยพลี้ภัยจากสงครามกลางเมือง Afghan Civil War (1989-2001) เลยไม่แปลกที่เขาจะถูกทอดทิ้ง มองข้าม สังคมไม่ให้การยินยอมรับ … นี่ถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ผกก. Panahi แอบสอดแทรกเอาไว้เพื่อสำแดงความเห็นแก่ตัวของชาวอิหร่าน เรื่องราวของเด็กหญิงแม้มีความน่าสงสารเห็นใจ แล้วคนนอกที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้ละ?

ตัดต่อโดย Jafar Panahi, แม้หนังจะชื่อ The White Balloon แต่นำเสนอผ่านมุมมองสายตาเด็กหญิง Razieh ผู้มีความกระตือรือล้นอยากได้ปลาทองตัวใหม่ โดยการดำเนินเรื่องพยายามเทียบกับเวลาจริง นาทีต่อนาที (มันจะมีเสียงบอกเวลาดังจากวิทยุอยู่เรื่อยๆ) ตั้งแต่ประมาณชั่วโมงครึ่งก่อนหน้าหกโมงเย็น ให้หนังจบลงตรงกับวันขึ้นปีใหม่ของอิหร่านพอดิบพอดี!

เกร็ด: วันปีใหม่อิหร่าน/เปอร์เซีย มีคำเรียกโนว์รูซ (Nowruz) ในวันที่เวลากลางวันเท่ากับกลางคืน หรือวสันตวิษุวัต ตรงกับประมาณ 19-22 มีนาคมของทุกปี

  • เด็กหญิงออดอ้อนมารดาอยากได้ปลาทองตัวใหม่
    • มารดามองหาบุตรสาวในตลาด
    • พอพบเจอพากลับบ้าน พานผ่านฝูงชนกำลังรุมล้อมดูอะไรสักสิ่งอย่าง
    • มาถึงบ้าน Razieh ออดอ้อนมารดา ขอเงินไปซื้อปลาทองตัวใหม่
    • ต่อรองกับพี่ชาย ใช้ข้ออ้างอะไรสักอย่างจนสามารถโน้มน้าวมารดาได้สำเร็จ
  • การผจญภัยของเด็กหญิง
    • พอได้เงินมาเร่งรีบวิ่งออกจากบ้าน แต่พอมาถึงฝูงชนก็มิอาจหักห้ามใจ
    • รับชมการแสดงงู แล้วถูกหยิบเงินออกจากโถ พยายามขอเงินคืน กว่าจะได้เล่นเกือบร่ำร้องไห้ออกมา
    • มาถึงร้านขายปลา ปรากฎว่าเงินหายไปจากโถ
    • ออกติดตามหาจนพบเจอตกหล่นในท่อระบายน้ำ
    • Razieh ขอความช่วยเหลือจากเจ้าของร้านตัดเสื้อข้างๆ แต่ไม่ได้รับความสนใจใดๆ
    • พี่ชายแวะเวียนมาหา พบเห็นเงินตกในท่อระบายน้ำ ก็พยายามพูดคุยกับเจ้าของร้านตัดเสื้อ จนกระทั่งอีกฝ่ายปิดร้านหนีกลับบ้าน
    • พี่ชายออกติดตามหาเจ้าของร้านหน้าท่อระบายน้ำ
    • ระหว่างที่ Razieh อยู่ตัวคนเดียว มีนายทหารหนุ่มเข้ามาพูดคุย สร้างความหวาดระแวงให้เด็กหญิง
    • พอพี่ชายกลับมา มองหาไม้ค้ำ หยิบยืมจากเด็กขายลูกโป่ง
    • พี่ชายวางแผนลักขโมยหมากฝรั่งแต่ทำไม่สำเร็จ
    • เด็กขายลูกโป่งนำหมากฝรั่งมาให้ หยิบเงินจากท่อระบายน้ำสำเร็จ
    • แต่สองพี่น้องไม่มีพูดขอบคุณหรืออะไร รีบวิ่งไปซื้อปลาทอง ปล่อยทิ้งให้เด็กขายลูกโป่งนั่งอยู่อย่างเดียวดาย

กับหนังเรื่องนี้อาจยังไม่เด่นชัดนัก แต่เริ่มต้น-สิ้นสุด มีหนึ่งในสิ่งที่จะกลายเป็นลายเซ็นต์ของผกก. Panahi เรียกว่า ‘Narrative Shift’ คือการปรับเปลี่ยนมุมมองดำเนินเรื่องด้วยวิธีการคล้ายๆส่งต่อไม้ผลัด

  • เรื่องราวเริ่มจากมารดาเหม่อมองหาบุตรสาวในตลาด พอพบเจอแล้วก็สลับเปลี่ยนมาดำเนินเรื่องผ่านมุมมองเด็กหญิง
  • ช่วงท้ายพอเด็กๆหยิบเงินจากท่อระบายน้ำสำเร็จ ก็คงค้างภาพเด็กขายลูกโป่ง ก่อนหนังตัดจบอย่างงงๆ

The White Balloon นำเสนอการผจญภัยของเด็กหญิง เพื่อให้ได้ครอบครองสิ่งที่ตนเองเพ้อใฝ่ฝัน ระหว่างทางพานผ่านอุปสรรคขวางกั้น ได้รับความสงสารเห็นใจจนสามารถเอาตัวรอด พานผ่านความโหดร้ายของโลกกว้าง กลายเป็นบทเรียนชีวิตอันทรงคุณค่า ตราประทับภายในจิตใจไม่รู้ลืม!

เด็กหญิงวัยเพียงเจ็ดขวบ ถือว่ายังละอ่อนวัย ไร้เดียงสา เลยไม่รู้เท่าทันคน จึงมักถูกลวงล่อหลอก ไม่เข้าใจความโหดร้ายของโลกกว้าง โชคยังดีเธอมีคราบน้ำตาเป็นอาวุธสร้างความสงสาร ทำให้พวกผู้ใหญ่แม้จิตใจโฉดชั่วร้าย จำยินยอมโอนอ่อนผ่อนปรน (คือถ้าเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่ทำอะไรผิดพลาด ย่อมถูกตำหนิติเตียน ไม่ได้รับความเห็นใจแบบพนักงานร้านขายเสื้อผ้า) ด้วยเหตุนี้หนังจึงจบลงแบบ Happy Ending ต้อนรับวันขึ้นปีใหม่

แต่ชาวอิหร่านทั่วๆไปคงไม่โชคดีเหมือนเด็กหญิงคนนี้ เพราะทุกสถาบันในสังคมต่างได้รับการปลูกฝัง เสี้ยมสอนสั่ง ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน คือพยายามควบคุมครอบงำบุคคลใต้สังกัด บิดาสั่งให้บุตรชายทำโน่นนี่นั่น, หัวหน้าใช้งานลูกน้อง, ผู้นำปกครองประชาชน … ไม่ได้อยากกล่าวโทษ แต่ศาสนาคือรากฐานแนวคิดดังกล่าว

เพราะทุกคนต่างถูกควบคุมครอบงำด้วยบางอย่าง พวกเขาจึงสำแดงความเห็นแก่ตัว เพราะกลัวสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตน กอปรกับโลกยุคสมัยทุนนิยม เงินทองเป็นของหายาก จึงใช้สรรพวิธีในการกอบโกย โหยหา ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้มาครอบครอง โดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ตีหน้าเซ่อ ทำตัวไม่รู้ไม่สน กะล่อนปลิ้นปล้อนไปวันๆ

หนังชื่อ The White Balloon กลับนำเสนอเรื่องราวที่แทบจะไม่เกี่ยวกับลูกโป่งสีขาว แต่ถ้าเราพยายามจับจ้องมองหา จักค้นพบเด็กขายลูกโป่งโผล่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย มีส่วนร่วมกับเรื่องราวแค่ตอนต้นและตอนจบ

  • ตอนต้นเรื่องมารดาของเด็กหญิง ระหว่างพยายามมองหาบุตรสาว สอบถามคนขายลูกโป่งว่าพบเห็นเธอบ้างไหม
  • ช่วงท้ายของหนัง Ali ขอหยิบยืมไม้ถือลูกโป่งเพื่อทำการหยิบธนบัตรขึ้นจากท่อระบายน้ำ

ทั้งสองเหตุการณ์เด็กขายลูกโป่งยินดีให้ความช่วยเหลือบุคคลแปลกหน้า แต่พอได้รับในสิ่งที่ถามหา ก็เชิดหน้า เดินหนี ไม่มีแม้คำกล่าวขอบคุณ ทอดทิ้งให้เขานั่งอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย แบบเดียวกับลูกโป่งสีขาวที่ขายไม่ออก ราวกับบุคคลนอก … อย่างที่อธิบายไปว่าเด็กขายลูกโป่งน่าจะเป็นผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน ซึ่งก็ถือเป็นบุคคลนอก/ชนชั้นต่ำในสายตาชาวอิหร่าน

สภาพสังคมในอิหร่านมันเลวร้ายขนาดนั้นเชียวฤา? คนนอกอย่างเราๆคงตอบไม่ได้ แต่บทเรียนจากการรับชมหนังคือตั้งคำถาม มองย้อนกลับหาตนเอง ทำไมเราถึงไม่พยายามแสดงออกด้วยน้ำใจไมตรี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เพียงเท่านี้ก็ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นเยอะ


The White Balloon (1995) คือภาพยนตร์เรื่องแรก และเรื่องเดียวของผกก. Panahi ได้เข้าฉายวงกว้างในประเทศบ้านเกิด แต่จำเพาะจงแค่เพียงโรงภาพยนตร์สำหรับเด็ก มีรายงานยอดจำหน่ายตั๋วเพียง 130,000 ใบ

ต่อจากนั้นมีโอกาสเดินทางสู่เทศกาลหนังเมือง Cannes จัดฉายในส่วน Directors’ Fortnight ได้เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม และสามารถคว้ารางวัล Caméra d’Or (มอบให้ผู้กำกับสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก หรือเข้าฉายเทศกาลหนังครั้งแรก)

นอกจากนี้หนังยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศ ส่งเข้าชิงชัย Oscar: Best Foreign Language Film แต่หลังจากรัฐบาลอิหร่านมีข้อพิพาทกับสหรัฐอเมริกา เลยต้องการถอดถอนหนังออกจากการพิจารณา ซึ่งทางสถาบัน Academy of Motion Picture Arts and Sciences ปฏิเสธทำตามคำสั่ง ผกก. Panahi เลยถูกยึดพาร์สปอร์ต ไม่รับอนุญาตให้เข้าร่วมเทศกาลหนัง Sundances … ถึงกระนั้นหนังก็ไม่ได้ผ่านเข้ารอบ หรือมีโอกาสลุ้นรางวัลใดๆอยู่ดี

แม้หนังเล็กๆจากอิหร่านจะไม่ได้มีคุณภาพถึงระดับมาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์ แต่กาลเวลาทำให้ The White Balloon (1995) ติดอยู่ชาร์ทหนังครอบครัว บิดา-มารดารับชมกับลูกๆ สำหรับเป็นบทเรียนชีวิตก่อนเติบโตขึ้น เผชิญหน้ากับโลกกว้าง

  • The Guardian: The best family films of all time (2005)
  • BFI: The 50 films you should see by the age of 14 (2005)
  • Busan Film Festival: Asian Cinema 100 Ranking (2015) ติดอันดับ #91

ผมครุ่นคิดว่าโอกาสที่หนังจะได้รับการบูรณะน่าจะยากยิ่งนัก! ฟีล์มเนกาทีฟต้นฉบับคงเก็บอยู่ในอิหร่าน แต่ผกก. Panahi มีปัญหาขัดแย้งรัฐบาล ถ้าจะทำการบูรณะก็ต้องลักลอบขนฟีล์มออกนอกประเทศ … คุณภาพดีสุดหารับชมในปัจจุบันคือ DVD ก็พออดรนทนได้ระดับหนึ่ง


แม้เรื่องราวของหนังจะเกี่ยวกับเด็กๆ โหยหาปลาทอง อยากได้มาครอบครอง แต่เนื้อหาสาระแท้จริงต้องการสะท้อนโลกของผู้ใหญ่ อิหร่านเต็มไปด้วยขนบกฎกรอบ สังคมแห่งความเห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ก็ไม่รู้พวกเขาเหล่านั้นทนอยู่กันไปได้อย่างไร หวนระลึกนึกถึงประเทศไทย บ้านเรานี่คือสรวงสวรรค์เลยนะ! แม้รัฐบาลเฮงซวย เศรษฐกิจย่ำแย่ แต่ประชาชนยังมีเสรีภาพ ผู้คนยิ้มแย้ม อัธยาศัยดี มีมิตรไมตรีกับทุกคน

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” สิ่งต่างๆที่เด็กหญิงประสบพบเจอ ไม่เพียงทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจ ยังช่วยสร้างจิตสามัญสำนึก อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ร่วมกันสร้างสังคมให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

จัดเรตทั่วไป แต่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากกว่า

คำโปรย | The White Balloon คือความบริสุทธิ์ทางภาพยนตร์ ไร้เดียงสาในสามัญสำนึก แต่เคลือบแฝงความโหดร้ายในโลกของผู้ใหญ่
คุณภาพ | ริสุธิ์

Případ pro začínajícího kata (1970)


Case for a Rookie Hangman (1970) Czech : Pavel Juráček ♥♥♥♥

ดัดแปลงจากนวนิยายการเดินทางของกัลลิเวอร์ (Gulliver’s Travels) เพื่อทำการเสียดสีล้อเลียนการเมือง Czechoslovakia ได้อย่างเหนือจริง (Surrealist) บ้าบอคอแตก (Absurdist)

ใครที่เคยอ่านหรือรับชมภาพยนตร์/อนิเมชั่น Gulliver’s Travels (1726) ของ Jonathan Swift (1667-1745) นักเขียนชาวไอริช ก็น่าจะรับรู้ว่าเป็นวรรณกรรมแนวเสียดสีพฤติกรรมมนุษย์ วิพากย์วิจารณ์สังคม/การเมืองอังกฤษ และล้อเลียนวรรณกรรมผจญภัยที่ได้รับความนิยมขณะนั้นอย่าง Robinson Crusoe (1719)

เกร็ด: ชื่อเต็มๆของนวนิยายเล่มนี้คือ Travels into Several Remote Nations of the World, in Four Parts. By Lemuel Gulliver, First a Surgeon, and then a Captain of Several Ships ซึ่งเป็นการล้อเลียน Robinson Crusoe ที่มีชื่อเต็มยาวยิ่งกว่า The Life and Strange Surprizing Adventures of Robinson Crusoe of York, Mariner: Who lived Eight and Twenty Years, all alone in an un-inhabited Island on the coast of America, near the Mouth of the Great River of Oroonoque; Having been cast on Shore by Shipwreck, where-in all the Men perished but himself. With An Account how he was at last as strangely deliver’d by Pyrates. Written by Himself

มันเลยไม่แปลกที่ผกก. Juráček (ผู้เขียนบท Ikarie XB-1, A Jester’s Tale, Daisies) จะสามารถนำมาดัดแปลง ปรับเปลี่ยนพื้นหลัง รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ สอดคล้องเข้ากับสภาพสังคม/การเมืองของ Czechoslovakia ในช่วงทศวรรษ 60s ได้อย่างตรงเผง!

ไม่เพียงแค่เรื่องราวเสียดสีล้อเลียนการเมืองได้อย่างบ้าบอคอแตก Case for a Rookie Hangman (1970) ยังแพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์น่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะลีลาการตัดต่อมีความรวดเร็ว กระชับ ฉับไว กระโดดไปมาเหมือนกระต่ายป่า (Hare) ที่นาย Lemuel Gulliver ขับรถชนตอนต้นเรื่อง

ความน่าเศร้าก็คือผกก. Juráček เริ่มต้นพัฒนาบทหนังในช่วง 1968 Prague Spring แต่กว่าจะสร้างเสร็จก็ภายหลังการมาถึงของสหภาพโซเวียตและพันธมิตร Warsaw Pact (จุดสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิ) โชคยังดีได้เข้าฉายเทศกาลหนัง Karlovy Vary International Film ก่อนถูกสั่งแบน เก็บเข้ากรุ … และผกก. Juráček ก็ไม่มีโอกาสสร้างภาพยนตร์อีกต่อไป


Pavel Juráček (1935-89) นักเขียน/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Czech เกิดที่ Příbram, Central Bohemian โตขึ้นเข้าเรียนวรสารศาสตร์ Charles University แต่ไม่ทันไรก็ถูกไล่ออก เลยเปลี่ยนมาสาขาภาพยนตร์ Film and TV School of the Academy of Performing Arts in Prague (FAMU) รุ่นเดียวกับ Věra Chytilová ก่อนเข้าร่วม Barrandov Film Studio พัฒนาบทหนัง Ceiling (1962), Ikarie XB-1 (1963), A Jester’s Tale (1964), Daisies (1966), ร่วมกำกับภาพยนตร์ Joseph Kilian (1963), ฉายเดี่่ยว Every Young Man (1965) และ Case for a Rookie Hangman (1970)

ผกก. Juráček มีความสนใจดัดแปลงนวนิยาย Gulliver’s Travels มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 ในตอนแรกเป็นการเข้าร่วมโปรเจค (Working Title) Podobenství แปลว่า Parable (นิทานสอนใจ) แต่ระหว่างพัฒนาบทหนัง เกิดแรงบันดาลโน่นนี่นั่น เลยขอแยกตัวออกมา ตั้งชื่อใหม่ The Land of Kind Fairies

หนังได้รับการอนุมัติให้สร้างช่วงปี ค.ศ. 1968 (ช่วงระหว่าง Prague Spring) แต่ขณะกำลังจะเริ่มต้นโปรดักชั่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิก็สิ้นสุดลง สหภาพโซเวียต(และพันธมิตร Warsaw Pact)เข้ามารุกราน Czechoslovakia ต้องรอคอยจนกระทั่งหลังปีใหม่ ค.ศ. 1969 ถึงสามารถเริ่มต้นถ่ายทำ

เรื่องราวของ Lemuel Gulliver (รับบทโดย Lubomír Kostelka) ประสบอุบัติเหตุระหว่างเลี้ยวหลบ พุ่งชนกระต่ายป่า ลักขโมยนาฬิกาพก แล้วออกเดินเท้ามาถึงยังอาณาจักร Balnibarbi สถานที่ที่มีความเชื่อแปลกๆ สิ่งประดิษฐ์ประหลาดๆ ถูกจับกุมเพียงเพราะความเข้าใจผิด (ครุ่นคิดว่าเขาคือกระต่าย?) ได้รับโทษประหารจากเพชฌฆาตไร้ประสบการณ์ โชคยังดีสามารถเอาตัวรอด ก่อนเดินทางสู่เกาะลอยฟ้า Laputa พบเจอเจ้าชาย-เจ้าหญิง ข้าราชบริพาร แต่กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองกลับสูญหายตัวไปอย่างลึกลับ (หนีไปทำงานเป็นพนักงานยกกระเป๋าโรงแรมที่ Monte Carlo) ไม่เห็นใครให้ความสนใจการปกครองอาณาประชาราษฎร์เบื้องล่าง


Lubomír Kostelka (1927-2018) นักแสดงสัญชาติ Czech เกิดที่ Luleč, Vyškov บิดาเป็นพนักงานรถไฟ โตขึ้นเข้าเรียนวิศวกรรม ก่อนได้รับการชักชวนจากเพื่อนสนิท Vladimír Menšík ย้ายไปโรงเรียนการแสดง Brno Conservatory ต่อด้วย Janáček Academy of Performing Arts (JAMU) จบออกมาเป็นนักแสดงละคอนเวที ผลงานภาพยนตร์ส่วนใหญ่มักเป็นแนวตลก ไม่ก็เกี่ยวกับเด็กๆ อาทิ Who Wants to Kill Jessie? (1966), All My Good Countrymen (1969), Case for a Rookie Hangman (1970) ฯ

รับบท Lemuel Gulliver หลังจากประสบอุบัติเหตุหักเลี้ยวรถตกข้างทาง มาถึงยังอาณาจักร Balnibarbi สถานที่ที่ผู้คนมีความครุ่นคิดแปลกๆ เต็มไปด้วยความเชื่อแปลกๆ สิ่งประดิษฐ์ประหลาดๆ ในมุมมองบุคคลนอกมันช่างพิลึกพิศดาร ยิ่งพอเดินทางสู่เกาะลอยฟ้า Laputa พบเห็นชนชั้นสูงที่ไม่ยี่หร่าประชาชนเบื้องล่าง พอกลับลงมาพื้นผิวโลก เปิดเผยความจริงทั้งหมด ไม่ใครอยากเชื่อ ปฏิเสธรับฟัง ต่อต้านด้วยความรุนแรง เลยจำใจต้องออกเดินทาง หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น

Gulliver ของ Kostelka เป็นบุคคลที่มีความงงๆ ชอบตีหน้าเซ่อ (แต่ไม่ถึงขั้นเอ๋อเหรอ) ไม่รู้ไม่เข้าใจ นี่มันบังเกิดห่าเหวอะไร? ตลอดทั้งเรื่องเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย แต่ก็ไม่เคยได้รับคำอธิบายสักเท่าไหร่ ต้องคอยสังเกตจากบริบทรอบข้าง พยายามพูดบอกความจริงกลับถูกมองในแง่ร้าย นี่ฉันทำผิดอะไรถึงได้รับโทษประหารชีวิต?

มันมีสิ่งหนึ่งที่ Gulliver เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น คือเธอคนนั้นทำไมหน้าตาเหมือนคนรักวัยเด็ก Markéta จากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร (First Love/Lost Love) เลยพยายามออกติดตาม สืบค้นหาเบื้องหลังความจริง จนเมื่อมีโอกาสพบเจอ พูดคุย รับรู้จัก แม้มิอาจครองรัก ก็ราวกับชีวิตได้รับการเติมเต็ม ก้าวผ่านปมจากอดีต … ตัวละคร Markéta ช่วยสร้างเป้าหมายให้การผจญภัยครั้งนี้ดูมีความน่าสนใจ และหลายคนเปรียบเทียบถึง Alice’s in Wonderland


ถ่ายภาพโดย Jan Kališ (1930-2003) ตากล้องสัญชาติ Czech เกิดที่ Brno โตขึ้นเข้าเรียนการถ่ายภาพยัง Film and TV School of the Academy of Performing Arts in Prague (FAMU) จากนั้นเข้าทำงานสตูดิโอ Filmové Studio Barrandov ผลงานเด่นๆ อาทิ Ikarie XB-1 (1963), … and the Fifth Horseman Is Fear (1964), Case for a Rookie Hangman (1969), Tomorrow I’ll Wake Up and Scald Myself with Tea (1977) ฯ

งานภาพของหนังช่างมีความน่าตื่นตาตื่นใจ พยายามสรรหาลูกเล่นการถ่ายภาพให้ออกมาบิดๆเบี้ยวๆ ดูผิดแผกแปลกตา โดดเด่นกับการจัดวางองค์ประกอบ ทิศทางมุมกล้อง ขยับเคลื่อนไหวอย่างประดิษฐ์ประดอย จุดประสงค์เพื่อสร้างสัมผัสเหนือจริง (Surreal) ดินแดนแห่งความพิศวง ราวกับต้องมนต์ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของโลกความจริง

บ่อยครั้งถ่ายภาพจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-Person) ของ Lemuel Gulliver มักเลือกเลนส์ทำให้ภาพดูบิดๆเบี้ยวๆ และเมื่อมีคนเข้ามาพูดคุยสนทนา มักจะสบตาหน้ากล้อง (จริงๆมันควรเป็น Breaking the Fourth Wall แต่มุมกล้องในสถานะบุคคลหนึ่ง มันจึงไม่ใช่ผิดปกติอะไร) สร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วน ราวกับ(ผู้ชม/ตัวละคร)ถูกจับจ้องมองด้วยความไม่เป็นมิตร ช่วงแรกๆเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย อยากรู้อยากเห็น แต่ตอนท้าย(หลังกลับจาก Laputa)กลับตารปัตรเป็นความหวาดระแวง และอาฆาตแค้น

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงทั้งหมด ตระเวนไปทั่วประเทศ Czechoslovakia เท่าที่พอหาข้อมูลได้ก็อย่าง Teplá Abbey (Karlovy Vary), Kokořín Castle (Central Bohemian), Šelmberk Castle (Tábor), Pernštejn Castle (South Moravian), หมู่บ้าน Bratronice (Kladno) และ Český Krumlov (South Bohemian)


ภาพพื้นหลังระหว่าง Opening Credit คือผลงานของ Rex Whistler (1905-44) จิตรกรชาวอังกฤษ ซึ่งมีการเพิ่มเติมเข้าไปในนวนิยาย Gulliver’s Travels ฉบับตีพิมพ์ใหม่ปี ค.ศ. 1930 ในสไตล์ภาพแกะสลัก (Engraving)

จริงๆมันก็มีหลายภาพพื้นหลังสวยๆ แฝงความหมายถึงหน้าที่การงานของบุคคลในเครดิตนั้นๆ แต่ไฮไลท์คือชื่อผู้กำกับ Pavel Juráček ชายตัวเล็กภายใต้เท้ายักษ์ แล้วกล้องเคลื่อนเลื่อนขึ้นด้านบน แทนที่จะฉายภาพ Gulliver (ที่เป็นยักษ์ในภาคแรก I: A Voyage to Lilliput) กลับกลายเป็นเครดิต Barrandov Studios … พอจะทำความเข้าใจสิ่งที่ผกก. Juráček เคลือบแฝงนัยยะนี้ได้รึเปล่าเอ่ย บุคคลผู้มีอำนาจ ยิ่งใหญ่ สูงส่ง เหนือกว่าตนเองก็คือสตูดิโอนั่นเอง!

แถมให้อีกภาพตอนขึ้นชื่อหนัง Case for a Rookie Hangman มันควรต้องเป็นเพชฌฆาตแขวนคอไม่ใช่ฤา? แต่กลับฉายภาพเลื่อยหั่นศีรษะ นี่แสดงถึงความสมัครเล่น (Rookie) ไม่รู้ประสีประสาของเพชฌฆาต และยังอาจอาจเคลือบแฝงนัยยะคล้ายๆการกรีดตาของ Un Chien Andalou (1929) คือต้องล้างสมอง ทำลายความเชื่อดั่งเดิม เพราะเรื่องราวต่อจากนี้ ทุกสิ่งอย่างล้วนพลิกกลับตารปัตร ตรงกันข้ามจากวิถีที่มันควรเป็น!

ภาพแรกของหนังราวกับคำถามวัดใจ เห็นเบื้องหน้าถนนราบเรียบแต่มีป้ายห้ามขวางทาง คุณจะเลือกขับรถอ้อมไปอีกเส้นทาง หรือแหกกฎจราจร? การตัดสินใจของ Gulliver แสดงถึงความซื่อสัตย์ ปฏิบัติตามกฎระเบียบ(อย่างเคร่งครัด) ทางไม่ให้ผ่านก็เลยไม่ผ่าน แต่การทำเช่นนั้นทำให้เขาประสบหายนะมากมาย … ราวกับจะสื่อถึงความกลับตารปัตรของโลกปัจจุบันนั้น(นี้) ทิศทางที่ถูกต้องอาจไม่ถูกต้อง การปฏิบัติตามกฎระเบียบก็อาจไม่ใช่สิ่งถูกต้องเสมอไป! งงปะ?

Gulliver ขัดรถลัดเลาะผ่านป่าเขา มีขณะหนึ่งลงมาดูต้นไม้ขวางทาง แล้วจู่ๆรถเคลื่อนไหลลงเนิน แล้วมันดันดำเนินไปตามเส้นทางด้วยตนเอง ได้อย่างไรกัน? บางคนอาจจินตนาการถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่นัยยะของผู้สร้างน่าจะสื่อถึงการเดินทางชีวิตที่ราวกับมีใครบางคนกำหนดเอาไว้ หรือก็คือรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ควบคุมครอบงำแทบจะทุกย่างก้าวของชาว Czechoslovakia จนประชาชนไม่สามารถครุ่นคิดทำอะไรๆได้ด้วยตนเอง

ความตลกร้ายก็คือพอ Gulliver กลับขึ้นรถได้ไม่นาน หักเลี้ยวหลบกระต่ายป่า (ชวนนึกถึงเจ้ากระต่ายใน Alice’s Adventure in Wonderland) พุ่งตกลงข้างทาง ราวกับจะสื่อว่าอิสรภาพของประชาชน (ที่สามารถกำหนดเส้นทางชีวิต/ขับรถยนต์ด้วยตนเอง) จักนำมาซึ่งหายนะร้ายแรง

ต้นฉบับนวนิยายของ Gulliver’s Travels (1726) ของ Jonathan Swift ไม่มีขับรถชนกระต่ายนะครับ แต่เหมือนผกก. Juráček ต้องการอ้างอิงถึง Alice’s Adventures in Wonderland (1865) ของ Lewis Carroll … หนังสือทั้งสองเล่มคนละศตวรรษเลยนะครับ!

การอ้างอิงถึงเจ้ากระต่าย ก็เพื่อนำพาการผจญภัยของ Gulliver ลงสู่รูกระต่าย (Rabbit Hole) สัญลักษณ์ของการก้าวสู่โลกแฟนตาซีที่ผิดแผกแตกต่างจากโลกความจริง แต่ทว่าใน Alice in Wonderlan เจ้ากระต่ายไม่ได้เสียชีวิตนะครับ บริบทของหนังสามารถสื่อถึง “Death of Innocence” หรือจะมองว่าความตาย/จุดสิ้นสุดของโลกใบเก่า

Gulliver เดินทางมาถึงยังบ้านหลังหนึ่ง พอเข้าไปภายในพบเห็นหลายสิ่งอย่างช่างดูคุ้นเคย ราวกับภาพ(เปิดประตู)ความทรงจำวัยเด็ก หันซ้ายพบเห็นอย่างหนึ่ง หันขวามาโผล่ยังอีกสถานที่หนึ่ง ปีนป่าย ตะเกียกตะกาย พื้นไม้ช่างโคลงเคลง สโลโมชั่น ฯ … ดูราวกับการเดินทางผ่านประตูมิติ/รูกระต่าย (Rabbit Hole) ที่ทำให้อดีตเลวร้ายหวนกลับมาหลอกหลอน หรือในมุมของผกก. Juráček มองว่าอดีตเลวร้ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (Czechoslovakia ถูกยึดครองโดย Nazi Germany) หวนย้อนกลับมาหลอกหลอนภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์

ผมขี้เกียจลงรายละเอียดจิตวิเคราะห์ความฝัน แต่อยากให้สังเกตช่วงท้ายเมื่อ Gulliver พยายามวิ่งหนีแต่ถูกใครต่อใครฉุดเหนี่ยวรั้ง (=จิตใต้สำนึกที่พยายามกล่าวโทษตนเองว่าคือคนฆาตกรรม Markéta) เขาเลยตัดสินใจทิ้งตัวลงจากเบื้องบน (ย้อนรอยอุบัติเหตุจมน้ำตายของ Markéta) แต่ปรากฎว่าตกหล่นตรงประตู เปิดออกมาถึงห้องพักของ Prof. Beiel ณ อาณาจักร Balnibarbi

สิ่งแรกที่ Gulliver ประสบพบเจอเมื่อเดินทางมาถึงอาณาจักร Balnibarbi คือทุกคนต่างไม่พูดคุย ไม่ตอบคำถาม พอเขาพยายามสอบถาม กลับถูกมัดมือมัดปาก นี่มันเกิดห่าเหว? ฉันทำผิดอะไร? ใครๆย่อมงงเป็นไก่ตาแตก … ผมจดจำไม่ได้ว่าหนังมีคำอธิบายหรือเปล่า แต่อ่านพบเจอว่าดินแดนแห่งนี้มีกฎระเบียบ ห้ามพูดคุยวันจันทร์ เพื่อรักษาอากาศบริสุทธิ์ –“

กฎดังกล่าวฟังดูไร้สาระ บ้าบอคอแตก แต่มันสามารถสื่อถึงรัฐบาลคอมมิวนิสต์ปิดปากประชาชน ใครพูดในสิ่งไม่บังควรก็อาจถูกอุ้ม ลักพาตัว ยัดข้อกล่าวหา ยังโชคดีว่า Gulliver คือคนแปลกหน้า เลยแค่ถูกซักไซร้ไล่เรียงในวันถัดไป

เช้าวันถัดมา Gulliver ถูกนำพามายัง Academy of Inventors ราวกับเป็นหนูทดลองให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นว่าจะตัดสินอย่างไรกับชายคนนี้ สังเกตว่าช่วงแรกๆเขาปิดปากเงียบงัน (เพราะประสบการณ์จากเมื่อวานเลยไม่กล้าพูดออกไป) จากนั้นถูกซักไซร้ไล่เรียง อธิบายที่มาที่ไป ขับรถชนกระต่ายใส่สูท ทำให้ใครต่อใครหัวเราะลั่น มองว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน … ในสายตาผู้ชมย่อมรู้สึกมึนงงแบบเดียวกับ Gulliver พูดความจริงมันน่าหัวร่อตรงไหน? แต่ถ้าเรามองในมุมนักศึกษา/ทิศทางกลับกัน ใครจะไปเชื่อว่าจะมีกระต่ายสวมใส่สูท?

เหตุผลที่ Gulliver ถูกควบคุมตัวก็เพราะการเป็นเจ้าของนาฬิกาพก ซึ่งลักขโมยมาจากเจ้ากระต่ายป่า แต่ทว่าชาวเมือง Balnibarbi ต่างเชื่อในหลักฐานประจักษ์ ข้อความแกะสลักระบุว่า “To Oskar (หรือ Oscar) the Hare, for loyal service. – Prince Munodi.” นั่นทำให้เขาเพิ่งเอะใจ ฤาทางการครุ่นคิดว่าตนเองคือกระต่าย Oskar? งงดิ?

ผมก็งงๆว่า Gulliver ทำผิดกฎอะไร? แตะเนื้อต้องตัวเพศตรงข้าม? เลยสอบถามจาก AI คำอธิบายอ่านแล้วก็ยังงงๆ บอกว่าเขาทำการเคลื่อนไหวน่าสงสัย (Movement is Suspicious.) กล่าวคือไม่ปฏิบัติตามขนบวิถี กล่าวคือขณะนี้ไม่ได้เต้นรำตามคนอื่น จู่ๆไปฉุดหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามา เลยถูกมองว่าทำตัวไม่ถูกต้องเหมาะสม … กฎอิหยังนี้สะท้อนวิถีของชาว Czechoslovak ได้เฉกเช่นเดียวกัน ใครกระทำสิ่งนอกคอก ขัดต่อขนบกฎกรอบ ต่อต้านสังคม ย่อมถูกเพ่งเล็งจากสังคม ตีตราว่าร้าย หรือถ้าแสดงออกเกินเลยเถิดไปไกล ก็จักถูกจับกุม คุมขัง กำจัดให้พ้นภัยทาง

ผมไม่สามารถจะลงรายละเอียดทุกตรรกะป่วยๆของชาว Balnibarbian แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่น่าสนใจ

  • Gulliver พบเจอกับบุคคลอ้างว่าเป็นนักกวี เฝ้ารอคอยสรรพสิ่งอย่างให้บังเกิดขึ้น แต่กลับไม่เคยมีอะไรสักสิ่งอย่าง แถมยังกล่าวตำหนิอีกฝ่ายที่ทำลายจินตนาการของตนเอง
    • มันไม่ใช่ศิลปินควรจะหาแรงบันดาลใจจากสรรพสิ่งรอบข้าง รังสรรค์สร้างให้มันบังเกิดขึ้นหรอกฤา?
  • ชายสูงวัยพูดบอกว่ายังเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน
    • การถกเถียง สนทนาเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ มันมีประโยชน์อันใด?
  • นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์เครื่องจักรกลไร้สาระอะไรสักอย่าง ใช้แรงงานมนุษย์หมุนๆตัวอักษร สักวันมันอาจได้ข้อความปรัชญาลึกล้ำ
    • แทนที่จะประดิษฐ์คิดค้นสร้างสิ่งที่ประโยชน์แก่สังคม/ประเทศชาติ กลับเอาเวลามาทำงานที่ไม่เป็นประโยชน์อันใด (Useless Labour)

Gulliver ได้รับการเชื้อเชิญให้มาพบเจอนายกเทศมนตรี เหมือนว่าห้องทำงานเพิ่งทาสีเสร็จหรือยังไงสักอย่าง งานการมีไม่เห็นทำ กำลังนั่งแกะเมล็ดเกาลัด ตลอดทั้งซีเควนซ์ก็ไม่อะไรไปมากกว่าลูกเกาลัดกลิ้งไปกลิ้งมา หาอุปกรณ์กะเทาะเปลือก และรับประทาน … นี่ทำให้ผมครุ่นคิดว่าหนังคงล้อเลียนระบบราชการ ขึ้นชื่อเรื่องความขี้เกียจคร้าน ทำงานเชื่องช้า หน้าตาบูดบึ้ง ไม่ค่อยชอบให้ใครมาติดต่องานสักเท่าไหร่

จะว่าไปลูกเกาลัดมีเปลือกภายนอกแข็งๆ ไม่สามารถทุบทำลายโดยง่าย อาจสื่อถึงรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี เข้มแข็งแกร่ง ปกปิดซุกซ่อนตัวตนแท้จริงภายในได้อย่างมิดชิด

ด้วยความที่หนังไม่ได้มีทุนสร้างมากมาย จึงพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ฉายให้ภาพเกาะลอยฟ้า Laputa แบบซึ่งๆหน้า เพียงภาพวาด (ด้านหลังโต๊ะทำงานนายกเทศมนตรี) และฟุตเทจโมเดลจำลอง (เมื่อตอน Gulliver พบเจอบิดาของ Prince Munodi ฉายฟุตเทจเก่าๆตอนอาณาจักรนี้ยังรุ่งเรือง) ส่วนฉากที่ Gulliver ขึ้น-ลงเกาะลอยฟ้า ก็เลือกเวลายามค่ำคืนมืดมิด และตอนกลางวันแดดจร้า มองอะไรแทบไม่เห็น

ตอนแรกผมครุ่นคิดว่าน้ำอาจเป็นสิ่งหายากในอาณาจักรแห่งนี้ การปรากฎขึ้นของบ่อน้ำพุร้อน จึงเกิดการแก่งแย่ง ตะลุมบอนกันพลันวัน (คล้ายๆการแก่งแย่งบัตรอาหาร (Food Rationing) ที่ขาดแคลนในช่วงสงครามโลก) แต่ทว่าฉากถัดมาพบเห็นผู้คนนั่งปิกนิก ถ่ายติดทะเลสาปด้านหลัง มันก็ไม่ได้ขาดแคลนน้ำนี่หว่า? แล้วจะแก่งแย่งกันไปทำไม? ฤาว่าน้ำศักดิ์สิทธิ์? หรือไร? ราวกับว่ามันคือสิ่งที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์สร้างขึ้นเพื่อล่อหลอกประชาชนว่ามีความสลักสำคัญ แต่แท้จริงแล้วมันอาจไม่ได้คุณค่าความหมายอะไรทั้งนั้น

ซีเควนซ์นี้ตั้งชื่อว่า Guardians of the Wells การมาถึงของเจ้าหน้าที่รัฐ เพียงถือปืนกระบอกเดียวก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่หมัด! แต่ไม่ใช่สำหรับ Gulliver พอพบเห็นหญิงสาวหน้าตาละม้ายคล้าย Markéta ก็เร่งรีบออกเดินติดตาม โดยไม่สนห่าเหว หวาดกลัวเกรงผู้ใด เพียงดำเนินตามเสียงเพรียกหัวใจ

ระหว่างออกติดตามหญิงสาวหน้าตาละม้ายคล้าย Markéta พบเจอกับคนบ้าประจำหมู่บ้าน (ซึ่งก็ดูไม่ได้บ้าสักเท่าไหร่?) พยายามบอกว่าอาณาจักร Balnibarbi มีจุดสิ้นสุดบนเนินเขา หลังจากนั้นไม่อะไร แต่ทว่า Gulliver กลับบอกว่ามีผืนป่า และบ้านคน นี่สามารถเรียกว่า “กบในกะลา” มันเหมือนว่าชาว Balnibarbian ครุ่นคิดว่าโลกใบนี้มีเพียงอาณาจักร Balnibarbi ไม่เคยสนใจจะเรียนรู้จักโลกภายนอก … เหมารวมถึงชาว Czechoslovakia ได้ด้วยกระมัง!

ตอนที่ชายคนนี้บอกว่าตนเองคือบิดาของ Prince Munodi ทำให้ผมครุ่นคิดว่าเขาคือ King of Lupta แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เป็นแค่เพียง Lord Munodi เจ้าของโรงภาพยนตร์/คณะละคอนสัตว์ (ชื่อตอน Munodi’s Circus) เดี๋ยวผมจะอธิบายอีกเกี่ยวกับ King & Prince ที่เป็นเพียงตำแหน่งบังหน้า หาใช่สถานะแท้จริง

Lord Munodi คือตัวแทนขุนนาง ชนชั้นสูงรุ่นก่อนที่น่าจะถูก (รัฐบาลคอมมิวนิสต์) ปลดจากอำนาจ ทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง (อาศัยอยู่สุดขอบอาณาจักร) เพียงความทรงจำของประเทศ จึงเปิดฟุตเทจข่าวเก่า (Newsreel) ให้กับ Gulliver รับชมอดีตอันรุ่งเรือง เมื่อครั้งหนึ่ง King of Laputa เคยพบเจอปธน. Charles de Gaulle และนักบินอวกาศคนแรกของโลก Yuri Gagarin

ปล. คนช่างสังเกตก็น่าจะพอดูออกมาฉากพบเจอปธน. Charles de Gaulle มีการใช้เครื่องฉาย Rear Projection ทำออกมาได้แนบเนียนมากๆ

ด้วยความรู้สึกผิดที่เปิดโปงบุคคลเคยให้ความช่วยเหลือตนเอง (กระทำความผิดข้อหาอะไรก็ไม่รู้) Gulliver จึงสารภาพว่าตนเองคือ Oskar ไม่ใช่เพราะเขาคือ Oskar แต่ต้องการแสดงความจริงใจ ให้ความช่วยเหลือพวกพ้อง ถึงอย่างนั้นอาณาจักรแห่งนี้เหมือนมีกฎว่าถ้าใครเอ่ยปากรับสารภาพ จะถือว่านั่นคือความจริง และได้รับตัดสินโทษประหารชีวิต

ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหตุการณ์นี้สักเท่าไหร่ แต่เคยเห็นหนังการเมืองอย่าง (ที่นึกออก) Witchhammer (1970) ทางการจับกุมผู้บริสุทธิ์ บีบบังคับให้รับสารภาพในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ก่อ ถูกทัณฑ์ทรมานจนจำยินยอมรับสารภาพ ซักทอดบุคคลอื่น แล้วก็ตัดสินโทษประหารชีวิต

แทนที่ศาลจะตั้งคำถามว่า Gulliver กระทำความผิดอะไร? ลูกขุน (ที่ประกอบด้วยหญิงสูงวัย ชายธรรมดา และเด็กชายยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม) กลับตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงรับสารภาพว่าตนเองคือ Oskar? นี่เป็นการตบหน้ากระบวนการยุติธรรม เลือกบุคคลไม่ได้มีความเหมาะสม ตั้งข้อหาไม่ได้เกี่ยวกับความผิด เหมือนแค่เพียงทำส่งๆไปตามกฎหมาย ไม่ได้สนใจความเป็นตายร้ายดีของประชาชน

นี่กระมังคือซีเควนซ์สอดคล้องกับชื่อหนัง Rookie Hangman เพชฌฆาตไม่เคยประหารชีวิตใคร เลยประดิษฐ์อุปกรณ์(สำหรับประหารชีวิต)ที่หาได้มีความจำเป็นแม้แต่น้อย (ลักษณะละม้ายคล้าย A Hand-CRANKED Machine ก่อนหน้านี้) แถมจัดงาน(ประหารชีวิต)ใหญ่โตราวกับเทศกาล/งานวัด เต็มไปด้วยความสนุกสนานครื้นเครง ชีวิต-ความตายกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน

ผมครุ่นคิดอยู่นานว่า Gulliver จะเดินทางขึ้นเกาะลอยฟ้า Laputa ยังไง? ขึ้นบอลลูน? เครื่องบิน? แต่หนังนำเสนอสิ่งที่ใครจะไปคาดถึง คือเดินขึ้นหอคอย เอิ่มมมมม

ปล. ผมเพิ่งตระหนักว่าที่เห็นยามค่ำคืน จริงๆแล้วไม่ใช่ตอนกลางคืน แต่เพราะเกาะลอยฟ้า Laputa ล่องลอยมาอยู่เบื้องบนอาณาจักร Balnibarbi ทำให้แสงอาทิตย์สาดส่องมาไม่ถึง และเมื่อ Gulliver ตะเกียกตะกายถึงเบื้อง ท้องฟ้าก็ส่องสว่างไสว (เพราะไม่มีอะไรมาบดบังแสงอาทิตย์)

ในที่สุดก็มาถึงเกาะลอยฟ้า Laputa แต่มันจะมีแค่ช็อตแรกๆถ่ายมุมเงยที่สร้างความรู้สึกเหมือนสถานที่แห่งนี้อยู่เบื้องบน(ท้องฟ้า) แต่หลังจากก้าวเดินไปยังสถานที่ต่างๆ กลับไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากเมืองทั่วๆไป และแทนที่จะมีความหรูหราในสถานะเมืองหลวง(เหนือหัว)ของอาณาจักร Balnibarbi กลับมีสภาพทิ้งร้าง ชำรุดทรุดโทรม ปรักหักพัง ผู้คน(และสุนัข)ต่างไม่เป็นมิตร แถมพยายามขับไล่ Gulliver มาทางไหนกลับไปทางนั้น

Gulliver ได้รับการเชื้อเชิญมายังพระราชวังสุดหรูหรา เพื่อร่วมรับประทานอาหารกับบรรดาคณะรัฐมนตรี แต่งตัวสมวิทยฐานะ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการสร้างภาพ(ลวงตา) ไม่ทันไรเดินผ่านห้องรกๆ ถูกทอดทิ้งร้าง กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงกระต่าย หรือในห้องน้ำ เปิดก็อกมีแต่โคลนเลน

แซว: บนเกาะลอยฟ้า น้ำประปาหายากกระมัง นั่นคงคือสาเหตุให้มีกฎหมายจำกัดการใช้น้ำเบื้องล่าง ประชาชนเลยแก่งแย่งตักน้ำอย่างเมามันส์

สิ่งน่าตกใจที่สุดก็คือการสูญหายตัวไปของ King Matouš (Matthew) ไม่ได้อาศัยอยู่บนเกาะลอยฟ้ามานานหลายปี หลบหนีไปทำงานพนักงานยกกระเป๋าโรงแรมที่ Monte Carlo … นี่คงเป็นการแดกดันผู้นำรัฐบาลคอมมิวนิสต์ Czechoslovakia วันๆไม่เคยเห็นทำการทำงาน เอาแต่สร้างภาพ เล่นละคอนตบตา หรืออาจตีความถึงการเป็นหุ่นเชิดนั่งบนบัลลังก์ มีใครบางคนชักใยบงการอยู่เบื้องหลัง

ชายคนที่ยืนข้างคือรัฐมนตรีอะไรสักอย่าง วันๆไม่ทำอะไรนอกจากเลี้ยงกระต่าย (=ประชาชนไม่รู้ประสีประสา) ดูแล้วน่าจะคือบุคคลอยู่เบื้องหลัง คอยชักใยโน่นนี่นั่น ใครก็ได้นั่งบนบัลลังก์ (จึงเรียก Gulliver มาทดลองนั่ง) แต่ไม่เคยมีความครุ่นคิดจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไร ปล่อยให้สายลมพัดพาทิศทางของประเทศ

ผมครุ่นคิดว่าผกก. Juráček ทำการเปรียบเปรยชายคนนี้คือตัวแทนสหภาพโซเวียต ที่อาจถือว่าคือผู้หนุนหลัง/ชักใยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ Czechoslovakia แต่ก็ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ปล่อยให้ประชาชนตกทุกข์ยากลำบาก สนเพียงรักษาสถานะตนเอง เมื่อเกิดปัญหาก็ค่อยแก้ไขเอาดาบหน้า

ภาพแรกของ Prince Munodi ยืนอยู่ท่ามกลางชั้นวางขวดเหล้า (ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงเรียกน้องสาว Princess Niké และ Gulliver เข้ามาในห้องพัก) นี่ชัดเจนว่าสื่อถึงความมอมเมาในอำนาจ วันๆไม่ทำอะไรนอกจากดื่มด่ำ ฟังเพลง เล่นสนุกเกอร์ แต่งชุดราวกับเพลย์บอย หาได้สนใจการบ้านการเมือง ตำแหน่งเจ้าชายเป็นเพียงยศศักดิ์ หุ่นเชิกชัก ฉันไม่ใช่กษัตริย์ ไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศชาติ

เธอทั้งสองถ้าไม่เดินสวนกันผมคงครุ่นคิดว่าคือบุคคลเดียว/นักแสดงคนเดียวกัน ใบหน้ามีความละม้ายคล้ายคนรักเก่า Markéta แต่สีผม เครื่องแต่งกาย มีความแตกต่างตรงกันข้าม!

  • ขณะที่เธอผมบลอนด์ สวมชุดสีอ่อนๆ ในมุมมองของ Gulliver มีความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา แสดงความรักความเอ็นดู ตัวแทนของความฝัน รักที่สูญสลาย (Lost Love) มิอาจครอบครอง แต่ยังคงติดตามมาหลอกหลอน เลยพบเจอเธอหน้าเหมือนอยู่หลายครั้ง
    • ในหนังมีบุคคลหน้าเหมือน Markéta ปรากฎขึ้นหลายครั้ง (รับบทโดยนักแสดงคนเดียวกัน Klára Jerneková) ซึ่งก็มีทั้งคนหน้าเหมือน ความทรงจำหลอกหลอน เธอพบเจอตอนที่เจ็ด Munodi’s Circus ก็คนละคนกับ Princess Niké จนผมขี้เกียจนับว่ามีทั้งหมดกี่ครั้ง
  • ตรงกันข้ามกับเธอผมดำ Dominika (รับบทโดย Milena Zahrynowská) สวมชุดสีเข้มๆ นางมารยั่วสวาท ก็ไม่รู้โสเภณีหรือใคร? เช้าตื่นนอนเมื่อไหร่มักพบเจออยู่เคียงข้างในสภาพเปลือยเปล่า ตัวแทนโลกความจริง บุคคลจับต้องได้ เติมเต็มตัณหา กามารมณ์ ทำให้วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

นี่ไงที่มาที่ไปของกระต่ายป่าที่ถูก Gulliver ขับรถพุ่งชนเสียชีวิต เจ้าของคือ Prince Munodi ถูกบิดา Lord Munodi ซึ่งเป็นเจ้าของคณะละคอนสัตว์ เสี้ยมสอนให้ฝึกฝนจนเป็นงานอดิเรก … นี่เป็นเปรียบเทียบคณะรัฐบาลคอมมิวนิสต์ Czechoslovakia ไม่ต่างจากคณะละคอนสัตว์ ทำการฝึกฝนกระต่ายหรือก็คือประชาชน ให้ปฏิบัติตามคำสั่งโน่นนี่นั่น ทำการแสดงให้ชาวโลกได้รับชม

Gulliver เดินทางกลับลงจากเกาะลอยฟ้า เดินลัดเลาะเลียบทางรถไฟที่ถูกทิ้งร้าง พอมาถึงสร้างความตกตะลึงให้กับชาว Balnibarbian เพราะไม่เคยมีใครหวนกลับลงมาจาก Laputa กอปรกับตรงกับวันจันทร์ ทุกคนต่างปิดปากเงียบงัน เพียงสีหน้าตกตะลึง หยุดการหยุดงาน แอบเดินติดตามเบื้องหลัง

แต่ไม่ใช่แค่ชาวเมืองตกตะลึงงัน Gulliver ก็คาดไม่ถึงว่าจะพบเจอนักกวีที่ไม่ใช่ว่าถูกประหารชีวิตไปแล้วหรอกฤา? รวมถึงคนรู้จัก เคยให้ความช่วยเหลือ มาคราวนี้ปฏิเสธร่วมสังฆกรรม? นี่มันบ้าบอคอแตกอะไร หรือทั้งหมดเป็นเพียงการโกหกหลอกลวง ภาพลวงตา?

ทั้งๆที่นายกเทศมนตรีเดินทางไปส่ง Gulliver ขึ้นสู่เกาะลอยฟ้าด้วยตนเอง แต่พออีกฝ่ายหวนกลับมา แสดงความคิดไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายไปถึง Laputa นั่นรวมถึงสารพัดคำแนะนำ ความจริงที่นำกลับลงมาเปิดเผย ล้วนถูกมองว่าเป็นการโกหกหลอกลวง แถมยังพยายามกระทำร้าย เข่นฆ่าให้ตกตาย … จากสำนวนความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย กลับกลายเป็นพูดความจริงแล้วจะถูกฆ่าตาย!

จากความปรารถนาดีแต่กลับได้รับการตอบแทนอย่างเลวร้าย จึงทำให้ Gulliver ตัดสินใจออกเดินทางไปจากอาณาจักรแห่งนี้ พบเจอคนบ้าประจำหมู่บ้าน กระโดดขึ้นเกวียนลาก หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น … ทีแรกผมก็ครุ่นคิดเช่นนั้นนะ แต่พอเอาภาพแรกมาเปรียบเทียบกลับพบว่าคือคนละสถานที่ ถนนราดยางกลายมาเป็นลูกรัง (รวมถึงรถยนต์มาเป็นรถลาก) นั่นสื่อถึงความเจริญถดถอยหลัง Czechoslovakia กำลังดำเนินสู่ทางทิศทางต้องห้ามผ่าน!

ตัดต่อโดย Miroslav Hájek (1919-93) เกิดที่ Prague, Czechoslovakia ร่ำเรียนการถ่ายภาพจาก Academy of Performing Arts in Prague (AMU) จบออกมาทำงานเทคนิคในห้องแลป ก่อนกลายมาเป็นนักตัดต่อภาพยนตร์ระดับตำนาน ผลงานเด่นๆ อาทิ The Devil’s Trap (1962), Diamonds of the Night (1964), Pearls of the Deep (1965), Loves of a Blonde (1965), Daisies (1996), A Report on the Party and Guests (1966), Marketa Lazarová (1967), The Fireman’s Ball (1967), The Valley of the Bees (1968), All My Good Countrymen (1969) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านการผจญภัยของ Lemuel Gulliver ตั้งแต่หักเลี้ยวรถชนกระต่ายป่า ออกเดินมาจนถึงอาณาจักร Balnibarbi ที่เต็มไปด้วยกฎแปลกๆ ถูกจับกุม หลบหนี พิจารณาคดีความ รอรับโทษประหาร ก่อนได้รับอนุญาตขึ้นสู่เกาะลอยฟ้า Laputa แล้วกลับลงมา และหวนสู่จุดเริ่มต้น

เรื่องราวของหนังมีการแบ่งโครงสร้างออกเป็น 12 ตอน ทำออกมาคล้ายๆหนังสือภาพวาด (Picaresque Novel) ประกอบด้วย

  1. The Road There (Cesta tam)
    • Gulliver หักเลี้ยวรถชนกระต่ายป่า ลักขโมยนาฬิกาแกะสลักชื่อ Oskar
  2. The Balnibarbian Trap (Balnibarbská past)
    • เดินมาจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ราวกับเขาวงกต เห็นภาพความทรงจำจากอดีต
    • แล้วจู่ๆก็มาถึงยัง Balnibarbi ที่วันนี้ทุกคนต่างปิดปากเงียบสนิท ไม่พูดคุยสนทนาวันจันทร์
  3. Academy of Inventors (Akademie vynálezců)
    • Gulliver ทำผิดกฎดังกล่าว เลยถูกพาตัวมายังสถาบัน Academy of Inventors เข้าห้องเรียน อาจารย์ให้เด็กๆพิจารณาความผิด
    • หลังสะสางความเข้าใจผิดว่าตนเองไม่ใช่ Oskar เข้าร่วมงานเต้นรำ แต่เขาก็ยังทำผิดกฎโดยไม่รับรู้ตัวว่าผิดอะไร?
    • เช้าตื่นขึ้นบนเตียงหญิงสาว จากนั้นหาหนทางหลบหนีทางหน้าต่างได้สำเร็จ
  4. A Hand-CRANKED Machine (Stroj na ruční pohon)
    • Gulliver ออกเดินทางไปรอบเมือง Balnibarbi
    • พบเจอนักวิทยาศาสตร์แนะนำผลงานประดิษฐ์เครื่องจักรไร้สาระอะไรสักอย่าง
  5. The Governor (Guvernér)
    • Gulliver เดินทางมาพบเจอผู้ว่าการเมือง Balnibarbi
  6. Guardians of the Wells (Ochránci studánek)
    • Gulliver เดินทางไปร่วมงานเทศกาลอะไรสักอย่างในป่า ที่มีการแก่งแย่งกันดื่มน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์?
  7. Munodi’s Circus (Cirkus Munodi)
    • Gulliver ออกติดตามหญิงสาวหน้าตาเหมือน Markéta
    • ก่อนมาพบเจอคนบ้าประจำหมู่บ้าน แล้วพาไปยังสุดขอบหมู่บ้าน
    • พบเจอกับ Lord Munodi บิดาของ Prince Munodi รับชมฟุตเทจข่าวเก่าๆ
  8. Balnibarbian Darkness (Balnibarbská tma)
    • เช้าตื่นขึ้นบนเตียงหญิงสาว (คนเดียวกับตอนสาม) พยายามหาหนทางหลบหนี แต่คราวนี้โดนจับกุม คุมขัง
    • Gulliver ชี้ตัวคนรู้จัก นำไปสู่ความเข้าใจผิด เขาเลยป่าวประกาศว่าตนเองคือ Oskar
  9. A Ceremonial Execution (Slavnostní poprava)
    • จำลองการตัดสินโทษประหารชีวิต จัดขึ้นราวกับงานวัด/เทศกาลประจำปี
    • โชคดีว่า Gulliver ได้รับคำเชิญจาก Laputa จึงสามารถเอาตัวรอดจากการถูกประหาร
  10. The Floating Island (Létající ostrov)
    • Gulliver ขึ้นบันไดมาถึง Laputa พบเห็นสภาพเมืองเก่าแก่ ชำรุดทรุดโทรม ไม่ได้หรูหราอย่างวาดฝันไว้
    • ได้รับการต้อนรับจากขุนนาง ชนชั้นสูง พูดคุยกับเจ้าหญิงที่หน้าตาละม้ายคล้าย Markéta
  11. Balnibarbian Silence (Balnibarbské mlčení)
    • พบเจอ Prince Munodi เรียนรู้เบื้องหลังความจริงเกี่ยวกับกษัตริย์ King of Laputa ไม่ได้ยี่หร่าอะไรบุคคลเบื้องล่าง
    • Gulliver เดินทางกลับลงมาเบื้องล่าง พยายามพูดบอกความจริง แต่กลับไม่มีใครอยากรับฟัง
  12. The Road Somewhere Else (Cesta někam jinam)
    • Gulliver ได้รับความช่วยเหลือจากคนบ้าประจำหมู่บ้าน จนสามารถหลบหนีออกจาก Balnibarbi และหวนกลับสู่เส้นทางเก่า

ลีลาการตัดต่อต้องชมเลยว่ามีความรวดเร็ว กระชับ ฉับไว ไร้ไขมันส่วนเกิน เปรียบดั่งคำนิยามที่ผมกล่าวไว้ เหมือนกระต่ายป่ากระโดดไปกระโดดมา มันอาจดูไม่ลื่นไหล แต่กลับมีความต่อเนื่องอย่างน่าอัศจรรย์ใจ โดยเฉพาะซีเควนซ์ความฝัน Gulliver ก้าวเดินจากสถานที่หนึ่ง พอตัดเปลี่ยนมุมกล้องกลับไปโผล่ยังอีกสถานที่หนึ่ง แล้วก็ยังอีกสถานที่หนึ่ง … นักวิจารณ์หลายคนเปรียบเทียบถึง Franz Kafka ก็คงด้วยเหตุผลประมาณนี้แหละ!


เพลงประกอบโดย Luboš Fišer (1935-99) คีตกวีสัญชาติ Czech เกิดที่กรุง Prague โตขึ้นเข้าเรียนการแต่งเพลงยัง Prague Conservatory เป็นลูกศิษย์ของ Emil Hlobil ต่อด้วย Academy of Performing Arts in Prague (AMU) มีผลงานออร์เคสตรา คอนแชร์โต โซนาตา เพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Case for a Rookie Hangman (1960), Valerie and Her Week of Wonders (1970), Morgiana (1972), The Mysterious Castle in the Carpathians (1981) ฯ

งานเพลงของหนังมีความหลากหลาย ผันแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามเรื่องราวและอารมณ์ บางครั้งสนุกสนานครื้นเครง (บทเพลงตามเทศกาล/งานวัด) บางครั้งฟังดูลึกลับ หลอกหลอน ไม่ก็เศร้าๆเหงาๆ เคว้งคว้างว่างเปล่า ฯ แต่ผมให้ข้อสังเกตบทเพลงส่วนใหญ่ค่อนข้างเก่าๆ ย้อนยุค (กลิ่นอายบทเพลงจากทศวรรษ 1920s-30s) คงเพื่อสื่อถึงความล้าหลังห่างไกลของดินแดนแห่งนี้กระมัง

ผมมีภาพจำ Gulliver’s Travels คือมนุษย์ตัวใหญ่ยักษ์ในโลกของคนตัวเล็กจิ๋ว แต่คงด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินทุน ผกก. Juráček เลยหลีกเลี่ยงไม่นำเสนอภาคแรก I: A Voyage to Lilliput ข้ามมาดัดแปลงบางส่วนของภาคสาม III: A Voyage to Laputa, Balnibarbi, Luggnagg, Glubbdubdrib and Japan เลือกเอาแค่อาณาจักร Balnibarbi และเกาะลอยฟ้า Laputa สำหรับเสียดสีล้อเลียน วิพากย์วิจารณ์รัฐบาลคอมมิวนิสต์

ในขณะที่ Balnibarbi คือดินแดนเบื้องล่าง ผู้คนดำเนินชีวิตอย่างทุกข์ยากลำบาก เต็มไปด้วยความเชื่อแปลกๆ สิ่งประดิษฐ์ประหลาดๆ นายกเทศมนตรีบีบบังคับใช้กฎหมายด้วยความเคร่งครัด! ขณะที่เกาะลอยฟ้า Laputa สถานที่สำหรับราชวงศ์ ชนชั้นสูง ใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบาย ในสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมทราม ไม่เคยยี่หร่าประชาชนเบื้องล่าง … เห็นการเปรียบเทียบโดยใช้ภูมิศาสตร์ไหมเอ่ย? ชนชั้นผู้นำ/รัฐบาลคอมมิวนิสต์อาศัยอยู่บนเกาะลอยฟ้า Laputa, ขณะที่ประชาชนชาว Czechoslovak ต่อสู้ดิ้นรนอยู่เบื้องล่าง Balnibarbi

บรรดาความเชื่อแปลกๆ สิ่งประดิษฐ์ประหลาดๆ อาจคือสิ่งที่ทำให้หนังดูไร้สาระ บ้าบอคอแตก (Absurdist) แต่มันคือการเสียดสีล้อเลียนพฤติกรรมของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ชอบสรรหาข้ออ้างอะไรก็ไม่รู้ ออกกฎหมายที่ไม่จำเป็น เพื่อสร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับตนเอง จนประชาชนเกิดความหลงผิดเป็นชอบ กงจักรเป็นดอกบัว สร้างความพิศวงงงงวยให้ชาวต่างชาติ/บุคคลนอก ฉันไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วผิดอะไร? ช่วงท้ายของหนังพยายามพูดบอกความจริง แต่กลับไม่มีใครเชื่อ ถูกมองว่าเป็นบุคคลอันตราย ต้องรีบเผ่นหนี ใครกันจะอยากอาศัยอยู่ประเทศแห่งนี้!

ชื่อหนัง Case for a Rookie Hangman (1970) ก็ฟังดูแปลกๆ เพชฌฆาตควรต้องเป็นผู้ประสบการณ์ในการประหารชีวิต เพื่อไม่ให้นักโทษต้องทุกข์ทรมานกับวินาทีแห่งความตาย แต่เดี๋ยวนะ? เรื่องราวของหนังคือการผจญภัยของ Gulliver มันเกี่ยวอะไรกับเพชฌฆาต? หรือว่าต้องการเปรียบเทียบ Gulliver = เพชฌฆาต? คำตอบคือไม่เกี่ยวอะไรเลย แต่มันจะมีฉากหนึ่งที่เขาเกือบถูกประหารชีวิต เพราะความเข้าใจผิดอย่างงงๆ

  • ในตอนแรกทางการครุ่นคิดว่า Gulliver คือกระต่ายป่า Oskar (เพราะนาฬิกาพกแกะสลักชื่อ) เขาพยายามอธิบายว่าตนเองคือมนุษย์ ไม่ใช่กระต่าย โชคยังดีสามารถเอาตัวรอดมาได้
  • รอบหลังจู่ๆ Gulliver ป่าวประกาศว่าตนเองคือ Oskar เพราะครุ่นคิดว่าเมื่อรับสารภาพจะทำให้ทางการพึงพอใจและยินยอมปล่อยตนเอง แต่เขาไม่รับรู้ว่าการทำเช่นนั้นจักทำให้ได้รับโทษประหารชีวิต

ความงงๆดังกล่าวแสดงให้ถึงความสมัครเล่น ไม่เป็นมืออาชีพของทางการ รวมถึงเพชฌฆาตซึ่งก็ไม่เคยประหารชีวิตใคร เลยประดิษฐ์อุปกรณ์(สำหรับประหารชีวิต)ที่หาได้มีความจำเป็นแม้แต่น้อย แถมจัดงาน(ประหารชีวิต)ใหญ่โตราวกับเทศกาล/งานวัด เต็มไปด้วยความสนุกสนานครื้นเครง

แล้วมันกลายมาเป็นชื่อหนังยังไง? กรณีของเพชฌฆาตสมัครเล่น คงสะท้อนถึงความไร้ประสบการณ์ทำงานของทางการ Balnibarbi เต็มไปด้วยความแปลกๆ สิ่งประดิษฐ์ประหลาด ที่ไร้ความจำเป็น ฯ หรือก็คือผกก. Juráček วิพากย์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลคอมมิวนิสต์นั่นเอง!

เมื่อตอนโปรเจคได้รับการอนุมัติ สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังอยู่ในช่วงระหว่าง 1968 Prague Spring เมื่อผู้นำคนให่ Alexander Dubček มีมาตรการผ่อนปรน ให้อิสระประชาชนในการพูด-แสดงออกอย่างเสรี ผกก. Juráček เลยถือโอกาสวิพากย์วิจารณ์การทำงานรัฐบาลคอมมิวนิสต์แบบจัดเต็ม! แต่การมาถึงของสหภาพโซเวียตและพันธมิตร Warsaw Pact นำสู่จุดสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิ นำพาประเทศ Czechoslovakia ก้าวสู่ฤดูหนาวอันยาวนาน กองเซนเซอร์ชุดใหม่ไล่คิดบัญชี สั่งแบนหนังนับสิบๆเรื่อง Case for a Rookie Hangman เลยมิอาจรอดพ้นโชคชะตา และผกก. Juráček หมดโอกาสในวงการภาพยนตร์

หลังถูกไล่ออกจาก Barrandov Film Studio ปฏิเสธกล่าวขอโทษรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ร่วมลงนามใน Charter 77 (เอกสารที่ทำการวิพากย์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลคอมมิวนิสต์) ถูกกดดันอย่างหนักจนต้องลี้ภัยสู่ West Germany พยายามมองหาโอกาส แต่ความแตกต่างทางภาษา วัฒนธรรม เลยได้เพียงเขียนบทซีรีย์โทรทัศน์ แล้วเสียชีวิตโรคมะเร็งเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1989 หกเดือนก่อนการมาถึงของ 1989 Velvet Revolution ไม่ได้พบเห็นการล่มสลายของสหภาพโซเวียต


หนังฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาล Karlovy Vary International Film (ของประเทศ Czechoslovakia เองนะแหละ) แล้วมีฉายจำกัดโรงอยู่ไม่นาน มีรายงานผู้ชมประมาณ 28,000+ คน ก่อนถูกทางการสั่งถอดถอน แบนห้ามฉาย เก็บเข้ากรุจนกระทั่ง 1989 Velvet Revolution ถึงมีโอกาสออกฉายวงกว้างอีกครั้ง

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K โดย Národní filmový archiv (Czech National Film Archive) เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2019 สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Second Run

ผมเพิ่งมาตระหนักว่า Gulliver’s Travels คือวรรณกรรมแนวเสียดสีล้อเลียน วิจารณ์สังคม/การเมือง ก็จากการรับชมหนังเรื่องนี้ (ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าคือวรรณกรรมเยาวชนเสียด้วยซ้ำ!) หลายสิ่งอย่างดูคุ้นเคย แต่แอบคาดไม่ถึงว่าจะเคลือบแฝงนัยยะ(การเมือง)ได้อย่างแสบกระสันต์

สิ่งน่าอึ่งทึ่งที่สุดของหนังคือลีลาการนำเสนออันน่าตื่นตาตื่นใจ ต้องชมในวิสัยทัศน์ของผกก. Juráček เห็นแววอัจฉริยะ น่าจะอนาคตไกล แต่กลับประสบโชคชะตาเดียวกับผกก. Jan Němec (Diamonds of the Night)

จัดเรต 15+ กับความบ้าบอคอแตก (Absurdity)

คำโปรย | Case for a Rookie Hangman นำเอาวรรณกรรม Gulliver’s Travels มาปู้ยี้ปู้ยำ เสียดสีล้อเลียนการเมือง Czechoslovakia ได้อย่างบ้าบอคอแตก!
คุณภาพ | ร์พี

Ucho (1970)


The Ear (1970) Czech : Karel Kachyňa ♥♥♥♥

คู่สามี-ภรรยา (ในชีวิตจริง) Radoslav Brzobohatý & Jiřina Bohdalová หลังกลับจากงานเลี้ยงพรรคคอมมิวนิสต์ สังเกตเห็นบ้านรกๆ ประตูเปิดออก เหมือนมีคนแอบเข้ามาค้นหาเอกสาร ติดตั้งอุปกรณ์ดักฟัง สร้างความหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน นี่ฉันกำลังตกเป็นเป้าหมายทางการเมืองหรือไร?

The Ear (1970) แค่ชื่อก็ชวนนึกถึงสำนวนไทย “หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง” ทีแรกครุ่นคิดว่าอาจมีเรื่องราวการดักฟังแบบ The Conversation (1974) หรือ The Lives of Others (2006) แต่พอรับชมแล้วกลับกลายเป็นโคตรหนังดราม่าขายการแสดง คล้ายๆภาพยนตร์ Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966) สัมผัสนัวร์ๆ จิตวิทยาระทึกขวัญ (Psychological Thrillers) สะท้อนความหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน กลัวการตกเป็นเป้าหมายทางการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นชื่อเรื่องการจัดการกับบุคคลเห็นต่างด้วยความรุนแรง ทัณฑ์ทรมานจนมีสภาพตกตายทั้งเป็น!

แน่นอนว่าพล็อตหนังแบบนี้ย่อมต้องถูกแบนห้ามฉาย! เก็บเข้ากรุทิ้งเอาไว้จนกระทั่ง Velvet Revolution (1989) ออกฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes แม้ไม่ได้คว้ารางวัลใดๆติดมือกลับมา ยังสร้างเสียงฮือฮา คงความคลาสสิกเหนือกาลเวลา ก่อนกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สัญชาติ Czechoslovakia ยอดเยี่ยมตลอดกาล!

ผมรับรู้จักผกก. Kachyňa จากการที่ IMDB พยายามเหลือเกินจะแนะนำ The Ear (1970) เห็นคะแนนค่อนข้างสูง โปสเตอร์ดูน่าสนใจ (มองมุมหนึ่งเหมือนหู มองอีกมุมเหมือนก้ามปู) ทีแรกรู้สึกสองจิตสองใจ จนกระทั่งพบเห็นผ่านการบูรณะ 4K เลยลองหามารับชม บอกเลยว่าไม่ผิดหวัง! ถ้ามีโอกาสก็อาจจะหวนกลับมาเขียนถึงผลงานอื่นๆอีก


Karel Kachyňa (1924-2004) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Czech เกิดที่ Vyškov, South Moravian บิดาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มารดาสอนวิชาศิลปะ เลยเกิดความชื่นชอบวาดภาพตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเข้าเรียน Tomáš Baťa School of Art ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองถูกส่งไปใช้แรงงานที่ Bernsbach, Germany นั่นทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 ก่อนกลายเป็นนักเรียนภาพยนตร์รุ่นแรก Film and TV School of the Academy of Performing Arts in Prague (FAMU) สนิทสนมเพื่อนผู้กำกับ Vojtěch Jasný, Zdeněk Podskalský และ Antonín Kachlík

หลังเรียนจบร่วมงานผกก. Jasný สรรค์สร้างสารคดี หนังชวนเชื่อสังคมนิยม ทำงานให้กองทัพ Czechoslovak Army Film จนกระทั่งแยกออกมาฉายเดี่ยว กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Smugglers of Death (1959), ก่อนมีโอกาสร่วมงานนักเขียนขาประจำ Jan Procházka ตั้งแต่ Fetters (1961), The High Wall (1964), Long Live the Republic! (1965), Coach to Vienna (1966), The Nun’s Night (1967) จนถึง The Ear (1970)

การมาถึงของสหภาพโซเวียต และพันธมิตร Warsaw Pact ภายหลังเหตุการณ์ 1968 Prague Spring ทำให้ผกก. Kachyňa หมดความอดทนต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1969 ยื่นใบลาออกจากพรรค จากนั้นพัฒนาบทหนัง Ucho แปลว่า The Ear ร่วมกับ Procházka เพื่อนำเสนอความหวาดระแวง วิตกกังวล (Anxiety) ของตนเองต่อความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้น

เรื่องราวของสามี-ภรรยา Ludvík (รับบทโดย Radoslav Brzobohatý) และ Anna (รับบทโดย Jiřina Bohdalová) กลับจากงานเลี้ยงพรรคคอมมิวนิสต์ สังเกตเห็นบ้านรกๆ ประตูเปิดออก ไฟฟ้าดับ สายโทรศัพท์ตัดขาด ตระหนักว่าอาจมีคนแอบเข้ามาค้นหาเอกสาร ติดตั้งอุปกรณ์ดักฟัง สร้างความหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน วิตกกังวลว่าค่ำคืนนี้อาจถูกจับกุม ตกอยู่ในความห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ไม่รู้จะทำอะไรยังไง


Radoslav Brzobohatý (1932-2012) นักแสดงสัญชาติ Czech เกิดที่ Vrútky (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของ Slovakia) วัยเด็กชื่นชอบเล่นไวโอลิน มีโอกาสขึ้นแสดงละคอนเวทีตั้งแต่แปดขวบ, โตขึ้นฝึกฝนเป็นช่างเครื่องจักรเย็บผ้า ก่อนได้เข้าเรียนการแสดง Theatre Faculty of the Academy of Performing Arts in Prague (DAMU) มีผลงานละคอนเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Mstitel (1959), ผลงานเด่นๆ อาทิ All My Good Countrymen (1968), The Ear (1970), ซีรีย์ F. L. Věk (1971–1972) ฯ

รับบท Ludvík เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ อดีตคงเคยทำบางสิ่งอย่าง เมื่อได้รับการตักเตือนจากคนรู้จัก อีกทั้งพรรคพวกฝูงทะยอยสูญหายตัวทีละคนสองคน กลับมาบ้านวันนี้สังเกตเห็นหลากหลายความผิดปกติ เลยเกิดอาการหวาดระแวง สีหน้าวิตกจริต ฤาว่านี่จะคือช่วงเวลาสุดท้ายชีวิต

ในตอนแรกผกก. Kachyňa วางแผนคัดเลือกนักแสดงชาย-หญิงทั่วๆไป เล็งเอาไว้ Vladimír Brabec & Jirina Jirásková ก่อนมาลงเอย Vladimír Brabec & Jirina Jirásková ที่ขณะนั้นครองรักกันมาหลายปี (ยังไม่ได้จดทะเบียน) กำลังมองหาโปรเจคแสดงภาพยนตร์ร่วมกันอยู่พอดี!

ผมติดใจภาพลักษณ์ของ Brzobohatý มาตั้งแต่ All My Good Countrymen (1968) บุคคลมาดเข้ม บุคลิกจริงจัง เหมาะแก่การรับบทผู้นำ คราวนี้เล่นเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ ก็ไม่รู้กระทำอะไรผิด จึงเต็มไปด้วยความหวาดระแวง วิตกจริต สีหน้าดำคร่ำเครียด ขลาดกลัวความตาย พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเอาตัวรอด แต่มันอาจสายเกินไปแล้วกระมัง

ไฮไลท์การแสดงของ Brzobohatý คือปฏิสัมพันธ์กับศรีภรรยา Bohdalová แรกเริ่มเต็มไปด้วยการเพิกเฉย เย็นชา พอเริ่มตระหนักถึงหายนะคืบคลานเข้ามา พยายามจะพูดบอกบางอย่างแต่เธอกลับไม่ใยดี ไม่สนใจรับฟัง ทำเอาเขาเอือมอะอา และหลังการมาถึงของแขกไม่ได้รับเชิญ เกิดการปะทะคารมที่รุนแรง ขัดแย้งจนแทบแตกหัก ถึงอย่างนั้นพอค้นพบเครื่องดักฟัง ราชสีห์สองตัวยินยอมพักรบ ร่วมกันตกอยู่ในความสิ้นหวัง


Jiřina Bohdalová (1931-) นักแสดงสัญชาติ Czech เกิดที่กรุง Prague หลังเรียนจบมัธยมทำงานเป็นครูสอนโรงเรียนประถม ก่อนหันเหความสนใจสู่การแสดง เข้าศึกษา Theatre Faculty of the Academy of Performing Arts in Prague (DAMU) จบออกมาเป็นนักแสดงละคอนเวที ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ The Cassandra Cat (1963), The Ear (1969), The Immortal Aunt (1993), Fany (1995) ฯ

รับบท Anna ภรรยาเบื่อหน่ายสามีที่ไม่เคยสนใจอะไร วันนี้ครบรอบแต่งงานสิบปีจดจำไม่ได้! เข้าร่วมงานเลี้ยงพรรคคอมมิวนิสต์ ดื่มเหล้าเมามาย กลับมาบ้านพูดระบายอารมณ์อัดอั้น ปฏิเสธรับฟังข้ออ้างนั่นโน่นนี่ กว่าจะตระหนักถึงสถานการณ์เลวร้าย ก็พร่ำเพ้อสาธยายจนชาวบ้านชาวช่องรับรู้ถึงความไม่เอาอ่าวสามี

ภาพลักษณ์สมัยสาวๆของ Bohdalová ชวนให้ผมนึกถึง Giulietta Masina (ศรีภรรยาของผกก. Federico Fellini) รูปร่างเล็กๆ ไม่ได้สวยมาก แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าหลงใหล แถมพวกเธอเก่งเรื่องการแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ฝีปากในการสรรหาคำด่า(สามี)ไม่เป็นสองรองใคร!

ไฮไลท์คือด้านอ่อนไหวที่ก็ละม้ายคล้ายกันอีก! ตัวละคร Anna แม้ถูกกระทำร้ายทั้งร่างกาย-จิตใจ เธอก็ยังจมปลัก คงรักสามี เมื่อตะกี้ยังด่าพ่อล่อแม่ แต่พอพบเห็นอุปกรณ์ดักฟัง อารมณ์ก็ผันแปรเปลี่ยน เกิดความเป็นห่วงเป็นใย ถ้าเขาสูญหายตัวไป ฉันและลูกจะอยู่ยังไง? โคตรๆประทับใจฉากก่อนจบ พยายามตะเกียกตะกาย ปีนป่ายระเบียง หวาดกลัวสามีจะฆ่าตัวตาย ผู้หญิงแบบนี้ผมคงรักตาย … แต่เหมือนเธอจะเป็น Bipolar หรือเปล่า? อารมณ์ผันแปรเปลี่ยนราวกับพายุเฮอร์ริเคน


ถ่ายภาพโดย Josef Illík (1919-2006) ตากล้องสัญชาติ Czech เกิดที่กรุง Prague มีความสนใจด้านการถ่ายรูปตั้งแต่เรียนมัธยม ก่อนเข้าร่วมสตูดิโอ Barrandov Studios ไต่เต้าจากผู้ช่วยตากล้อง ถ่ายทำสารคดีให้กับ Czechoslovak Army Film ก่อนกลายมาเป็นขาประจำผกก. Karel Kachyňa ตั้งแต่ Smugglers of Death (1959), ผลงานเด่นๆ อาทิ Coach to Vienna (1966), The Nun’s Night (1967), Witchhammer (1970), The Ear (1970), Three Wishes for Cinderella (1973) ฯ

หนังเกือบทั้งเรื่องดำเนินเรื่องตอนกลางคืน ส่วนใหญ่จะเป็นฉากภายในบ้าน ไม่ก็งานเลี้ยงพรรคคอมมิวนิสต์ โดดเด่นกับแสงสว่าง-เงามืด ทิศทางมุมกล้อง จับจ้องใบหน้าระยะประชิดใกล้ ให้บรรยากาศหนังนัวร์ สะท้อนสภาวะทางอารมณ์ สภาพจิตวิทยาตัวละคร เต็มไปด้วยความหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน นี่ฉันโดนดักฟัง กำลังตกเป็นเป้าหมายทางการเมืองหรือไร?

บ่อยครั้งจะมีการฉายภาพย้อนอดีต (ของ Ludvík) ระหว่างงานเลี้ยงพรรคคอมมิวนิสต์ตอนหัวค่ำ (ก่อนกลับบ้าน) สังเกตว่ามักเป็นภาพถ่ายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-Person) ใครบางคนเข้ามาพูดคุย สอบถาม บอกเตือนบางสิ่งอย่าง ซึ่งการที่เขาหวนระลึกถึงช่วงเวลานี้ ก็เพื่อให้(ผู้ชม)เกิดความเข้าใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และสาเหตุที่ตัวละครตกอยู่ในสภาพห่อเหี่ยวสิ้นหวัง


หนังเริ่มต้นด้วยการร้อยเรียงภาพกรุง Prague ยามค่ำคืน แต่ผมรู้สึกว่าแต่ละภาพเลือกมา ดูเหมือนมีบางสิ่งชั่วร้าย/มุมมืดซ่อนอยู่เบื้องหลัง แสงไฟเหมือนดวงตา ดอกไม้ราวกับไมโครโฟน ฯ สอดคล้องเข้ากับสำนวนไทย “หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง” พรรคคอมมิวนิสต์รับรู้ทุกสิ่งอย่าง

ผมคงไม่ลงรายละเอียด ‘Mise-en-scène’ แค่เพียงชื่นชมการจัดแสง ใบหน้าอาบฉาบเงามืด เพื่อสร้างสัมผัสหนังนัวร์ ได้บรรยากาศหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน รู้สึกไม่ปลอดภัย ฉันจะเอาตัวรอดพานผ่านค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่นวายใจนี้หรือไม่?

ตรงกันข้ามกับบรรยากาศนัวร์ๆที่บ้าน งานเลี้ยงปาร์ตี้ของพรรคคอมมิวนิสต์ช่างมีความสว่างไสว เจิดจรัสจร้า สถานที่แห่งนี้ช่างมีความหรูหรา บ่อยครั้งถ่ายผ่านมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First Person) มุมเงยขึ้นนิดๆ (หรือถ่ายติดเฉพาะศีรษะ) พบเห็นเพดานเบื้องบน แสดงถึงสถานะทางสังคมสูงส่ง ชนชั้นผู้นำ/สมาชิกระดับสูง

แม้จะมีการจัดแสงสว่าง-ความมืดที่แตกต่างตรงกันข้าม แต่มันสามารถเติมเต็มความสัมพันธ์ทั้งสองระดับ Ludvík & Anna = Ludvík & พรรคคอมมิวนิสต์, ต่างอยู่ในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง ครุ่นคิดเห็นแตกต่าง ใกล้เลิกราหย่าร้าง/ผกก. Kachyňa ยื่นใบลาออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ … เบื้องหน้าท่ามกลางผู้คน/แสงสว่าง พวกเขา(สร้างภาพ)แสดงออกอย่างร่าเริงสนุกสนาน แต่พอหวนกลับบ้าน เหลือเพียงเราสอง สันดานแท้จริง(สิ่งมืดมิดภายใน)ถึงเปิดเผยออกมา

หลังจากอยู่ในความมืดมิดมาเกือบครึ่งเรื่อง จู่ๆไฟฟ้าหวนกลับมาใช้งาน ส่องแสงสว่างจร้า (มันเจิดจร้าขนาดนี้เพราะกล้องสมัยนั้นยังไม่สามารถปรับรูรับแสงอัตโนมัติ เวลาปรับเปลี่ยนจากความมืดเป็นสว่าง มันจึงมีความอ่อนไหวกว่าปกติ) นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของหนัง ทุกสิ่งอย่างจะพลิกกลับตารปัตรตรงกันข้าม!

การดังขึ้นของเสียงกริ่ง ทำเอาหัวใจของ Ludvík & Anna ตกลงตาตุ่ม! ครุ่นคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกลว่าตำรวจลับคงมาจับกุมตัว ภาพแต่ละช็อตสร้างสัมผัสราวกับการก้าวเดินสู่ลานประหาร ใบหน้าซีกหนึ่งปกคลุมด้วยเงามืด มีการเก็บข้าวของ บอกร่ำลา ทอดทิ้งภรรยา(เบลอๆ)ไว้เบื้องหลัง

พอรับรู้ว่ากลุ่มคนเหล่านั้นไม่ได้มาร้าย ขอเพียงใช้สถานที่สำหรับดื่มด่ำ สังสรรค์รอบดึก (หลังงานเลี้ยง) Ludvík ก็ดูผ่อนคลายลงมาก แต่ลีลานำเสนอด้วยการใช้เพียงบทเพลงสนุกสนาน โดยไม่มีเสียงประกอบอื่นๆ สร้างสัมผัสเวิ้งว่างเปล่า ช่างดูมีลับลมคมใน ผู้ชมเองก็ยังไม่ผ่อนคลายกังวล … ภายหลังจะมีการเปิดเผยเหตุผลแท้จริงของกลุ่มคนเหล่านี้ คือเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อให้ตำรวจลับเข้าติดตั้งอุปกรณ์ดักฟัง ค้นหาข้อมูลเอกสารเพิ่มเติม ล่อหลอกให้เจ้าของบ้านตายใจ

ผมมองซีเควนซ์นี้ในทิศทางกลับตารปัตรกับตอนต้นเรื่องที่ Ludvík & Anna เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงพรรคคอมมิวนิสต์ (ระดับมหภาค), คราวนี้คือบรรดาคนรู้จัก(และไม่รู้จัก)เดินทางมาดื่มด่ำสังสรรค์ยังบ้านของ Ludvík (ระดับจุลภาค)

ผมครุ่นคิดอยู่นานว่ามันมีความจำเป็นอันใดที่ต้องฉายภาพความรุนแรง Ludvík กระทำร้ายร่างกายภรรยา เลือกตกยางออก จับกดน้ำ (ดูเลือนลางกับการล้างเลือดกำเดา) ก่อนตระหนักว่าซีเควนซ์นี้คือภาพสะท้อนในกรณีที่ถ้า Ludvík ถูกตำรวจลับจับกุมตัว ย่อมถูกนำไปซักไซร้ไล่เรียง สารพัดทัณฑ์ทรมาน บีบบังคับให้เปิดเผยข้อมูลบางสิ่งอย่าง … นี่เป็นวิธีการอันแยบยลที่ผกก. Kachyňa นำเสนอภาพความรุนแรงในครอบครัว แทนการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์กับสมาชิก(ที่ถูกมองว่าคือคนทรยศ)

น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถหาข้อมูลภาพวาดพื้นหลัง ลองสอบถาม AI มันก็ตอบไม่ได้ แค่แนะนำ Renaissance Art และคาดเดาว่าคือ Bacchante (หรือ Maenad) ผู้หญิงที่เข้าร่วมพิธีกรรมของ Dionysus (Bacchus) เทพเจ้าแห่งไวน์และความมึนเมา มักปรากฏในงานศิลปะเป็นสัญลักษณ์ของความมึนเมาและความสนุกสนานสุดเหวี่ยง

ฟังดูก็พอเข้าเค้า เพราะครึ่งหลังของหนังทุกสิ่งอย่างล้วนพลิกกลับตารปัตร ภาพวาดของความมึนเมาและความสนุกสุดเหวี่ยง มันช่างตรงกันข้ามกับความรู้สึกตัวละคร Ludvík ทั้งๆเมื่อคืนมีการแอบดักฟัง รับรู้ทุกสิ่งอย่าง เช้าวันนี้กลับได้รับโทรศัพท์แจ้งการเลื่อนตำแหน่ง นี่มันเกิดบ้าบออะไรขึ้นกัน? แปรเปลี่ยนจากหวาดระแวงเป็นความกลัวสุดขีด! … แต่ในบริบทของยุคสมัยนั้น จบแบบนี้เหมือนเพื่อเอาตัวรอดจากกองเซนเซอร์ ทุกสิ่งอย่างก็แค่เพียงความวิตกกังวลไปเองของตัวละคร

The Ear

ตัดต่อโดย Miroslav Hájek (1919-93) เกิดที่ Prague, Czechoslovakia ร่ำเรียนการถ่ายภาพจาก Academy of Performing Arts in Prague (AMU) จบออกมาทำงานเทคนิคในห้องแลป ก่อนกลายมาเป็นนักตัดต่อภาพยนตร์ระดับตำนาน ผลงานเด่นๆ อาทิ The Devil’s Trap (1962), Diamonds of the Night (1964), Pearls of the Deep (1965), Loves of a Blonde (1965), Daisies (1996), A Report on the Party and Guests (1966), Marketa Lazarová (1967), The Fireman’s Ball (1967), The Valley of the Bees (1968), All My Good Countrymen (1969) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสามี-ภรรยา Ludvík & Anna ตั้งแต่กลับจากงานเลี้ยงพรรคคอมมิวนิสต์มาถึงหน้าบ้าน ก่อนค้นพบว่าทำกุญแจสูญหาย ไฟฟ้าดับ สายโทรศัพท์ถูกตัดขาด ทำให้เขาเริ่มครุ่นคิดทบทวนถึงลางบอกเหตุ ใครหลายคนในงานเลี้ยงพรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาพูดตักเตือน ก่อบังเกิดความหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน ครุ่นคิดว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าหมายทางการเมืองคนถัดไป!

  • สามี-ภรรยา Ludvík & Anna กลับมาถึงบ้าน
    • ลงจากรถ เข้าบ้านไม่ได้ กุญแจหาย
    • Ludvík ปีนป่ายรั้วเข้าไปหากุญแจ แต่ทว่า Anna กลับสามารถเปิดเข้าไปโดยไม่ต้องใช้กุญแจ
    • เข้ามาในบ้าน ไฟฟ้าดับ โทรศัพท์ไม่สามารถใช้งาน
    • Ludvík ลงไปห้องใต้ดินเพื่อค้นหาเอกสารบางอย่าง
    • Ludvík พยายามจะอธิบายบางอย่างแก่ภรรยา แต่เธอกลับปฏิเสธรับฟัง
    • Ludvík นั่งทบทวนสิ่งต่างๆในห้องน้ำ
    • พอขึ้นมาห้องนอน สังเกตเห็นบุคคลแปลกหน้าดักรอหน้าบ้าน
    • Ludvík ทำการเผาเอกสาร จนภรรยาเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติ
  • ไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้
    • พอไฟฟ้ากลับมาใช้งาน ได้ยินเสียงกดกริ่งหน้าบ้าน
    • Ludvík ออกไปรับตำรวจลับ แต่พวกเขากลับเข้ามาดื่มด่ำสังสรรค์
    • หลังคนกลุ่มนั้นกลับบ้าน Ludvík หลงครุ่นคิดว่าตนเองคงปลอดภัยแล้ว
    • Ludvík มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ใช้ความรุนแรงกับภรรยา
    • จู่ๆพบเห็นอุปกรณ์ดักฟังในห้องครัว
    • ทั้งสองพยายามหาสถานที่พูดคุย แต่ก็พบเจออุปกรณ์ดักฟังอยู่ทุกแห่งหน
    • ออกมานั่งคุยกันตรงระเบียงจนเช้า
    • Anna พบเห็นรถตู้ (ที่ใช้รับสัญญาณดักฟัง) รีบติดตามหาสามีไม่รู้หายตัวไปไหน เกิดความหวาดกลัวว่าเขาจะฆ่าตัวตาย
    • ระหว่างรับประทานอาหารเช้า เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

ลีลาการตัดต่อของ The Ear (1970) ชวนให้ผมนึกถึง Diamonds of the Night (1964) ของ Jan Němec ช่วงแรกๆทะยอยแทรกภาพย้อนอดีตตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อย ทีละเล็กละน้อย ให้ผู้ชมสามารถแปะติดปะต่อเรื่องราว จากนั้นถึงค่อยฉายภาพ Flashback อธิบายรายละเอียดทั้งหมด! … นี่เป็นความพยายามเลียนแบบความทรงจำของมนุษย์ ช่วงแรกๆยังระลึกอะไรไม่ได้มาก แต่พอสามารถแปะติดปะต่อเรื่องราว รายละเอียดทั้งหมดก็จักหวนกลับคืนมา

ปล. จะว่าไป The Ear (1970) มอบประสบการณ์รับชมคล้ายๆกับ Diamonds of the Night (1964) ผู้ชมสามารถเข้าใจความรู้สึกของตัวละคร พานผ่านช่วงเวลาแห่งความหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน หวาดกลัวตัวตาย ฉันจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ค่ำคืนนี้หรือไม่?


เพลงประกอบโดย Svatopluk Havelka (1925-2009) คีตกวีสัญชาติ Czech เกิดที่ Vrbice, North Moravian โตขึ้นเรียนดนตรีวิทยา (Musicology) Charles University จบออกมาทำงานสถานีวิทยุที่ Ostrava จากนั้นร่วมก่อตั้ง NOTA Ensemble รับงานฟรีแลนซ์ ประพันธ์ซิมโฟนี ออร์เคสตรา เพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ The Cassandra Cat (1963), Who Wants to Kill Jessie? (1966), All My Good Countrymen (1969), The Ear (1970), You Are a Widow, Sir! (1971) ฯ

ในส่วนของเพลงประกอบ เรียกว่าสไตล์ Avant-Garde ก็ได้กระมัง! ทำการผสมสรรพเสียงที่สร้างความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง เสริมสร้างบรรยากาศหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน กรีดบาดแทงทรวงใน แม้ขณะงานเลี้ยงพรรคคอมมิวนิสต์ ยังไร้ดนตรีที่มีความสนุกสนานครื้นเครง (นั่นอาจเพราะ Flashback ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตา/ความทรงจำของ Ludvík)

จริงๆแล้วบทเพลงจังหวะสนุกสนานก็มีเหมือนกัน ได้ยินขณะการมาถึงของ(น่าจะ)ตำรวจลับ พากันดื่มด่ำจนมึนเมามาย แต่มันกลับสร้างความหวาดระแหวง วิตกจริต หาได้ครื้นเครงกับท่วงทำนองดนตรี พวกเขาเหล่านี้มาดีจริงๆนะฤา? แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายเล็กๆ ลมสงบก่อนกาลมาของมรสุมลูกใหญ่

The Ear (1970) นำเสนอความหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวนของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ อดีตเคยทำบางสิ่งเลวร้าย แล้วพอเห็นพวกพ้องถูกจับกุม คุมขัง สูญหายตัวอย่างลึกลับ ตระหนักว่าตนเองอาจคือบุคคลถัดไป พอสังเกตเห็นความผิดปกติในบ้าน จึงแทบมิอาจยินยอมรับโชคชะตา

หนังใช้การเปรียบเทียบความสัมพันธ์คู่ขนานระหว่างสามี-ภรรยา Ludvík & Anna (ระดับจุลภาค) และ Ludvík & พรรคคอมมิวนิสต์ (ระดับมหภาค) ต่างครองรัก/เป็นสมาชิกพรรคมานาน แต่วันนี้บังเกิดความขัดแย้ง ร่องรอยแตกร้าว หวาดระแวงกันและกัน ดำเนินมาถึงจุดแตกหัก ใกล้เลิกราหย่าร้าง

ผกก. Kachyňa เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์รุ่นแรกๆของ Czechoslovakia ย่อมรับรู้ความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ แต่เขามีความอดทนอดกลั้น เส้นสายใหญ่พอจะอยู่รอดปลอดภัย แม้สร้างหนังที่มีประเด็นละเอียดอ่อนไหว (มีเพื่อนเป็นปธน. Antonín Novotný ใครจะกล้าหือรือ?) กระทั่งการมาถึงและจากไปของ 1968 Prague Spring กลายเป็นจุดแตกหักให้เขาตัดสินใจลาออกจากพรรค

ด้วยความสัมพันธ์อันยาวนาน (ถือเป็น Old Comrade) ผกก. Kachyňa สรรค์สร้าง The Ear (1970) ไม่ได้จะโจมตีพรรคคอมมิวนิสต์โดยตรง เพียงนำเสนอความรู้สึกตนเองจากการเข้ามาของสหภาพโซเวียต และพันธมิตร Warsaw Pact นำพาความเปลี่ยนแปลงที่ดูไม่เป็นธรรมต่อสมาชิกรุ่นเก่า โดยเฉพาะเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีขนาดเล็ก สามารถซุกซ่อน/ติดตั้งไว้ตรงก็ได้ แล้วสามารถแอบรับฟังคำสนทนา นำมาเป็นข้อมูลหลักฐาน มัดมือชก กำจัดภัยคุกคาม/บุคคลเห็นต่างให้พ้นภัยพาล

ตอนจบของหนังที่ทุกสิ่งอย่างพลิกกลับตารปัตร Ludvík รอดพ้นจากการถูกจับกุม แถมได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี โดยปกติแล้วนั่นควรเป็นเรื่องน่ายินดี แต่เหตุการณ์บังเกิดขึ้นเมื่อค่ำคืน กลับทำให้ตกอยู่ในสภาพห่อเหี่ยว หมดเรี่ยวแรงกาย-ใจ แปรสภาพจากหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน กลายเป็นความกลัวสุดขีด! เพราะตระหนักว่าไม่สามารถหลบหนีจากระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ

After hours of darkness, accusations, and near-breakdown, the couple is stripped bare. They have only each other left—no illusions, no power games, just shared terror. Some analyses see a faint glimmer here: in the face of totalitarianism’s absurdity, personal connection (however damaged) becomes the last refuge. But it’s grim—Anna’s fear isn’t about the immediate threat anymore; it’s existential. The regime has won by making normal life impossible.

ชื่อหนัง Ucho = The Ear ฟังดูเป็นการละเล่นคำกับอุปกรณ์ดักฟังการสนทนา (ตรงกับสำนวนไทย กำแพงมีหู ประตูมีช่อง) สื่อความถึงพรรคคอมมิวนิสต์ที่รับล่วงรู้แทบจะทุกสิ่งอย่าง, แต่สำหรับชาว Czech(oslovak) มันมีที่มาจากนวนิยาย The Good Soldier Švejk (1921-23) ตัวละครสายลับ Bretschneider ชอบแวะเวียนไปตามผับบาร์ แอบฟังชาวบ้านซุบซิบนินทาพระจักรพรรดิ จนมีคำเรียกติดปาก Bretschneiderovo Ucho แปลว่า Bretschneider’s Ear หมายความถึงการสอดแนมของรัฐ (State Spying)


ช่วงปลายปี ค.ศ. 1969 มีการยกเครื่ององค์กร Czechoslovak State Film (หรือก็คือกองเซนเซอร์นะแหละ) เพื่อให้คณะกรรมการชุดใหม่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องความเปลี่ยนแปลงหลัง 1968 Prague Spring ผู้อำนวยการคนใหม่มีความเข้มงวด ละเอียดอ่อนไหว อะไรเคยได้รับการอนุมัติก่อนหน้านี้ อาจโดนปัดตกเมื่อมีการพิจารณารอบใหม่

คล้ายๆกับ Larks on a String (1969) ตอนยื่นอนุมัติบทหนัง The Ear ไม่มีปัญหาอะไรใดๆ แต่พอเปลี่ยนคณะกรรมการชุดใหม่ กลับไม่ผ่านการตรวจสอบของกองเซนเซอร์ สั่งแบนหน้าฉาย ถูกเก็บเข้ากรุ ร่วมกับอีกหลายๆผลงานก่อนหน้านี้อย่าง Long Live the Republic! (1965), Coach to Vienna (1966) และ The Nun’s Night (1967) ก็ไม่รอดเช่นกัน!

เหตุผลที่หนังถูกแบน ผมครุ่นคิดว่าน่าจะเพราะหน่วยงานรัฐไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องของการแอบดักฟังสู่สาธารณะกระมัง? สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนทั่วไป ถึงอย่างนั้น “กำแพงมีหู ประตูมีช่อง” เรื่องพรรค์นี้แม้ไม่พูดบอก แต่ใครต่อใครย่อมสามารถล่วงรู้ และเมื่อขุดหนังจากกรุออกมาดู The Ear (1970) อารัมบทบรรยากาศทางการเมืองในประเทศสังคมนิยมช่วงทศวรรษ 70s-80s ได้อย่างตรงเผง!

แต่ด้วยความที่ผกก. Kachyňa มีเส้นสายทางการเมืองค่อนข้างมั่นคง รับรู้จักปธน. Antonín Novotný เลยไม่ได้หมดหนทางกับวงการภาพยนตร์เหมือนคนอื่นๆ แค่ว่าหลังจากนี้ยินยอมประณีประณอม หันเหไปสร้างหนังประวัติศาสตร์ แฟนตาซี หลีกเลี่ยงนำเสนอประเด็นการเมือง เลยสามารถอยู่รอดปลอดภัยจนการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K โดย Národní filmový archiv (Czech National Film Archive) เข้าฉายเทศกาลหนัง 2022 Venezia Classici (Venice Classic) สามารถหาซื้อ Blu-Ray (ยังไม่มี 4K) ของค่าย Second Run

ส่วนตัวชื่นชอบหนังพอสมควร ประทับใจสัมผัสนัวร์ๆ สร้างความหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน โดยเฉพาะสองนักแสดงนำ Radoslav Brzobohatý & Jiřina Bohdalová ประชันกันอย่างถึงพริกถึงขิง และหลายสิ่งอย่างสามารถตีความสองแง่สองง่าม กระตุ้นความสนใจให้ผมอยากรับชมผลงานอื่นๆของผกก. Kachyňa แต่ก็บอกไม่ได้ว่าจะมีโอกาสนั้นไหมนะครับ

จัดเรต 18+ กับการทะเลาะวิวาท และบรรยากาศหวาดสะพรึง

คำโปรย | หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง The Ear สร้างความหวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน เลือนลางระหว่างความขัดแย้งสามี-ภรรยา และชีวิตภายใต้ระบอบสังคมนิยม
คุณภาพ | น้ต่มีหู

Adelheid (1970)


Adelheid (1970) Czech : František Vláčil ♥♥♥♥

Adelheid คือชื่อหญิงสาวชาวเยอรมัน แปลว่าผู้มีตระกูลสูงศักดิ์ บิดาเคยเป็นสมาชิกพรรคนาซี หลังสิ้นสุดสงครามโลก เธอกลับกลายมาเป็นคนรับใช้ในบ้านของตนเอง ได้รับความรัก ความเอ็นดู สงสารเห็นใจจากเจ้าของใหม่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะเป็นไปได้หรือไม่?

เกร็ด: Adel- อ่านว่า อา-เดล หมายถึงสูงศักดิ์, -heid ออกเสียง -ไฮท์ แปลว่าประเภท/ลักษณะ, รวมกันแล้วเขียนทับศัพท์ อาเดลไฮท์ คำภาษาเยอรมันสูงโบราณ (Old High German) แปลความหมาย ผู้มีตระกูลสูง หรือความสง่างาม

ถ้าไม่นับ Marketa Lazarová (1967) ผมครุ่นคิดว่า Adelheid (1970) สามารถจัดเป็นผลงานมาสเตอร์พีซของผกก. Vláčil ครั้งแรกของการถ่ายฟีล์มสี แล้วทำออกมาหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก นำเสนอความสัมพันธ์หนุ่ม-สาว ที่ทั้งสองต่างพานผ่านประสบการณ์เลวร้ายจากสงครามโลก (Shell Shock) แม้ความเป็นศัตรูจะสิ้นสุดลง แต่สถานะของพวกเขา(หลังสงคราม)จะเป็นไปได้หรือที่จะตกหลุมรักกัน?

ความน่าสนใจโคตรๆของหนังคือบทพูดอันน้อยนิด ผู้ชมทั่วไปคงนอนหลับสนิท (พร้อมความหนาวเหน็บทรวงใน) แต่การเล่าเรื่องด้วยภาพ ช่างดูน่าหลงใหล ผสมกับบทเพลงดัดแปลงจาก Johann Sebastian Bach, Johann Strauss Jr. ช่วยสร้างมิติอันลุ่มลึกล้ำ เติมเต็มความขัดย้อนแย้งระหว่างตัวละครได้อย่างกลมกล่อม


František Vláčil (1924-1999) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Czech เกิดที่ Český Těšín, Czechoslovakia (ปัจจุบันคือ Czech Republic) โตขึ้นเข้าเรียน Academy of Arts, Architecture and Design in Prague ก่อนเปลี่ยนคณะศิลปศาสตร์ Masaryk University จบออกมาทำงานเป็นผู้ช่วยนักเขียน Brno Cartoon ก่อนย้ายมาถ่ายทำสารคดีให้กับ Studio of Popular Scientific and Educational Films, ช่วงระหว่างอาสาสมัครทหาร ฝึกงานสตูดิโอ Czechoslovak Army Film Studio สนิทสนมตากล้องขาประจำ Jan Čuřík, ถ่ายทำหนังสั้น Clouds of Glass (1958) ** คว้ารางวัล Special Diploma in category of Experimental and Avantgarde Films จากเทศกาลหนัง Venice International Documentary and Short Film Festival

หลังเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ชาติ เข้าร่วมสตูดิโอ Barrandov Studios เริ่มสร้างภาพยนตร์ขนาดยาว The White Dove (1960), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Devil’s Trap (1960), Marketa Lazarova (1967), Valley of the Bees (1968), Adelheid (1970) ฯ

เมื่อตอนสรรค์สร้าง The Valley of the Bees (1968), ผกก. Vláčil มีโอกาสร่วมงานนักเขียน Vladimír Körner (1939-) ชื่นชอบประทับใจผลงานอีกฝ่ายอย่างมากๆ พวกเขาจึงวางแผนร่วมงานกันอีก คราวนี้ทำการดัดแปลงนวนิยายชื่อเดียวกัน Adelheid (1967)

เรื่องราวของผู้หมวด Viktor Chotovický (รับบทโดย Petr Čepek) ถูกส่งกลับบ้านเกิด Czechoslovakia มาเป็นผู้ดูแลคฤหาสถ์หลังหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิกพรรคนาซี พอเดินทางมาถึงพบเจอกับสาวใช้ชาวเยอรมัน Adelheid Heidenmannová (รับบทโดย Emma Černá) ซึ่งคือบุตรสาวของสมาชิกพรรคนาซีคนนั้น ช่วงแรกๆเต็มไปด้วยความหวาดระแวง สอดแนมตลอดทั้งวัน พอเรียนรู้เบื้องหลังอีกฝ่าย จึงเริ่มเกิดความสงสารเห็นใจ ตกหลุมรักใคร่ ใช้สินบนซื้อเธอเอาไว้ แต่ฝ่ายหญิงจะมีใจให้เขาบ้างหรือเปล่า?


Petr Čepek (1940-94) นักแสดงสัญชาติ Czech เกิดที่ Prague, บิดาแม้ไม่ใช่นักแสดง แต่ชื่นชอบพาลูกๆไปรับชมละคอนเวทีจนเกิดความชื่นชอบหลงใหล โตขึ้นเข้าเรียนการแสดง Theatre Faculty of the Academy of Performing Arts in Prague (DAMU) รุ่นเดียวกับ Ladislav Mrkvička, Josef Abrhám และ Jiří Krampol, จบออกมาเริ่มจากทำงานละคอนเวที Bezruč Theatre ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ The End of Agent W4C (1967), The Valley of the Bees (1967), Adelheid (1969), Oil Lamps (1971), Cutting It Short (1980), My Sweet Little Village (1985), Faust (1994) ฯ

รับบทผู้หมวด Viktor Chotovický เคยเป็นทหารอากาศ RAF (Royal Air Force) ประจำการอยู่ Aberdeen, Scotland หลังสิ้นสุดสงคราม ถูกส่งกลับบ้านเกิด Czechoslovakia ได้รับมอบหมายเป็นผู้ดูแลคฤหาสถ์หลังหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิกพรรคนาซี ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง กลายเป็นสถานที่ปลดเกษียณ พักรักษาตัวจากโรค(แผลใน)กระเพาะอาหาร

เมื่อตอน The Valley of the Bees (1967) ผมเคยกล่าวชื่นชม Čepek เป็นนักแสดงเล่นบทเงียบขรึม เก็บกดอารมณ์ได้ดี มาคราวนี้แทบจะเหมือนเดิมเป๊ะ เพียงเปลี่ยนบริบทมาเป็นทหารผ่านศึก สภาพเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ดูแล้วยังคงติดตราภาพสงคราม (ลักษณะอาการ Shell Shock) ต้องการช่วงเวลาพักผ่อนร่างกาย-จิตใจ

การได้พบเจอกับ Adelheid ช่วงแรกๆเต็มไปด้วยความระแวง วิตกจริต เพราะเธอคือสาวเยอรมัน สื่อสารไม่รู้เรื่อง กลัวถูกล้างแค้น แต่พอเรียนรู้จักเบื้องหลังก็เริ่มสำแดงความสงสารเห็นใจ แอบตกหลุมรักใคร่ พยายามให้ความช่วยเหลือ ปกปักษ์รักษา ปฏิเสธกล่าวโทษความผิด … ผู้ชมสัมผัสถึงความรัก ความห่วงใย ก่อนบังเกิดความขัดแย้งภายใน และหลงเหลือเพียงสิ้นหวังอาลัย


Emma Černá (1937-2018) นักแสดงสัญชาติ Czech เกิดที่ Mladá Boleslav, โตขึ้นจบคณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก พยายามสมัครสอบถึงสามครั้งก่อนได้เข้าเรียน Theatre Faculty of the Academy of Performing Arts in Prague (DAMU) ยังไม่ทันสำเร็จการศึกษาได้รับเลือกเป็นนักแสดงยัง Theatre on the Balustrade ผลงานส่วนใหญ่คือฟากฝั่งละคอนเวที รับเล่นภาพยนตร์อยู่เรื่อยๆแต่โด่งดังสุดก็คือ Adelheid (1970)

รับบทหญิงชาวเยอรมัน Adelheid Heidenmannová บิดาเคยเป็นสมาชิกพรรคนาซี เลยมีโอกาสอาศัยอยู่คฤหาสถ์หรูหรา (ดั้งเดิมคือบ้านชาวยิว แล้วถูกนาซียึดมา) แต่หลังจากสงครามสิ้นสุด บิดาถูกจับกุม พี่ชายสูญหายตัวไป เธอจำต้องอาศัยอยู่ในค่ายแรงงาน รับอาสาทำงานคนใช้ที่บ้านหลังเก่า

แม้พอมีประสบการณ์เล่นหนังอยู่บ้าง แต่ต้องถือว่า Černá เป็นนักแสดงหน้าใหม่ ผู้ชมสมัยนั้นยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก (แต่เธอก็มีชื่อเสียงพอสมควรในแวดวงละคอนเวที) หน้าตาเหมือนคนพานผ่านอะไรมาพอสมควร ถึงอย่างนั้นกลับมีความขยันขันแข็ง ตั้งอกตั้งใจ ก้มหน้าก้มตาทำงานบ้าน โดยแทบไม่เคยสำแดงความอ่อนไหวออกมา

การแสดงของ Černá เต็มไปด้วยความคลุมเคลือ บอกได้ยากว่าตัวละคร Adelheid มีใจให้ Viktor บ้างหรือเปล่า? บางครั้งแสดงความสงสาร ให้ความช่วยเหลือ ยินยอมร่วมเพศสัมพันธ์ แต่ขณะเดียวกันสำแดงความเย่อหยิ่ง เย็นชา สีหน้าไม่ยี่หร่า เรียกว่าเต็มไปด้วยความขัดย้อนแย้ง ท้าทายให้ผู้ชมขบครุ่นคิด ค้นหาคำตอบเอาเอง


ถ่ายภาพโดย František Uldrich (1936-2013) สัญชาติ Czech เกิดที่ Prague เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยตากล้อง Daisies (1966), ก่อนได้รับเครดิตถ่ายภาพ Return of the Prodigal Son (1967), ก่อนกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ František Vláčil ตั้งแต่ The Valley of the Bees (1968), Adelheid (1970), Sirius (1975), Smoke on the Potato Fields (1977), The Loves of Kafka (1988) ฯ

งานภาพของหนังมีการจัดสีน้ำเงินเข้มๆ สายลมเย็นๆ แทบไม่พบเห็นแสงอาทิตย์ รวมถึงลีลาขยับเคลื่อนไหวอย่างละมุนละม่อม ค่อยๆซึมซับความหนาวเหน็บ เย็นยะเยือกสู่ผิวหนัง สะท้อนบรรยากาศหลังสงครามโลก (Post-Wars) ใช่ว่าทุกสิ่งอย่างจะหวนกลับสู่ภาวะปกติ ผู้คนยังเต็มไปด้วยอคติ หวาดระแวง อกสั่นขวัญแขวน ต่อต้านชาวเยอรมัน และทหารเพิ่งกลับจากภารกิจเพื่อชาติ ยังมิอาจลบเลือนภาพความทรงจำอันเลวร้าย

และบ่อยครั้งมักนำเสนอผ่านสายตาตัวละคร Viktor ด้วยการจับจ้อง แอบถ้ำมอง Adelheid เริ่มต้นด้วยความหวาดระแวง ก่อนพัฒนามาเป็นฉงนสงสัย ใคร่อยากรู้เห็น บังเกิดความรัก อารมณ์ทางเพศ จ่ายสินบนเพื่อให้ได้เธอมาครอบครอง ร่วมรักหลับนอน

ในนวนิยายของ Vladimír Körner เรื่องราวมีพื้นหลัง Sudetenland, Northern Moravia แต่หนังปักหลักถ่ายทำอยู่ยังยัง Lužec Castle ตั้งอยู่ยัง Vroutek, จังหวัด Louny (Ústí nad Labem) และฉากหมู่บ้าน/เส้นทางรถไฟ Kryštofovo Údolí (Liberec)


ก่อนหน้านี้ผลงานของผกก. Vláčil ถ่ายทำด้วยฟีล์มขาว-ดำ อัตราส่วน Anamorphic Widescreen (2.35:1) แต่คราวนี้ได้มีโอกาสลิ้มลองฟีล์มสีเป็นครั้งแรก (สัดส่วน Academy Ratio (1.37:1)) ซึ่งตอนต้นเรื่องมีการผันแปรจากภาพขาว-ดำ พอปรากฎตัวอักษรสีแดง Adelheid ขบวนรถไฟก็ผันแปรเปลี่ยนมาเป็นภาพสี! เฉกเช่นเดียวกับตอนจบ หลังจากความสูญเสียเธอคนรัก โลกทั้งใบของ Viktor ก็ดูซีดเซียวลงทันตา

เจ้าหน้าที่รัฐ Hejna สอบถาม Viktor เดินทางมายังดินแดนไกลปืนเที่ยงนี้ทำไม? เขาไม่ได้ตอบคำถาม ปล่อยให้ผู้ชมทำความเข้าใจจากเรื่องราวของหนังเอาเอง แต่มุมกล้องขณะนี้ถ่ายจากห้องหับแห่งหนึ่ง ภายในไร้แสงสว่าง นั่นสามารถสะท้อนถึงสภาพจิตใจของเขาที่จมปลักอยู่ในความมืดมืด

ผมครุ่นคิดอยู่นานว่าจะมีการฝังระเบิดทำไม? จนกระทั่งรับรู้ว่าเมืองพื้นหลังนวนิยาย Sudetenland คือดินแดนคาบเกี่ยวระหว่าง Czechoslovakia และ Germany มันเลยไม่แปลกที่ช่วงระหว่างสงครามโลก จะมีการแบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย ห้ามก้าวล่วงอาณาเขต ใครเดินผ่านท้องทุ่งนี้ต้องยินยอมรับความเสี่ยงเอาเอง … ธรรมชาติไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน แต่เป็นมนุษย์ที่สร้างกำแพงอากาศขึ้นมาขวางกั้น แบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย ใครไม่ใช่พวกพ้องต้องกำจัดให้พ้นภัยทาง

ทีแรกผมครุ่นคิดว่าเธอคนนี้คือ Adelheid แต่กลับกลายเป็นใครก็ไม่รู้ (รับบทโดย Jana Krupičková) ไม่เคยพบเจอกันอีก ถึงอย่างนั้นชวนนึกถึงสาวตาบอดจาก The Valley of the Bees (1968) ซึ่งก็แบ่งปันน้ำนมวัวให้อัศวินทิวทอนิก ระหว่างการไล่ล่าติดตามหาเพื่อนสนิทเดินทางกลับบ้านเกิด

สำหรับคนที่ตั้งใจรับฟังเรื่องเล่าของเด็กสาวคนนี้ กล่าวถึงบิดาล้มป่วย ชอบคร่ำครวญหาหมอ ผิดกับมารดาไม่เคยพร่ำบ่นสักคำ แล้วจู่ๆพลันด่วนเสียชีวิต ความแตกต่างตรงกันข้ามของพวกเขา สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Viktor & Adelheid กระมัง?

Establishing Shot แทนที่จะหามุมกล้องสวยๆ เก็บภาพโดยรอบคฤหาสถ์ทั้งหลัง แต่กลับเลือกช็อตเบื้องหน้าตรง ห้อมล้อมประตูรั้วเหล็กสองข้าง ทำราวกับว่าคือเรือนจำ สถานที่คุมขัง หรือจะตีความโลกภายใน(จิตใจ)ของตัวละคร สภาพชำรุดทรุดโทรม สิ่งข้าวของถูกทอดทิ้งขว้าง ภายในปกคลุมอยู่ในความมืด ฯ

เกร็ด: Lužec Castle สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคสมัย Emperor Charles IV (1316-73, ขึ้นเป็นกษัตริย์ German & Bohemia ค.ศ. 1346 และจักรพรรดิโรมัน ค.ศ. 1355) สำหรับเป็นสถานที่ล่าสัตว์ ปัจจุบันมีสภาพชำรุดทรุดโทรม เห็นภาพเหมือนกำลังทำการบูรณะอยู่กระมัง

หนังไม่ได้ฉายให้เห็นมุมกว้าง เลยไม่มีใครบอกได้ว่ารูปหญิงเปลือยนี้มาจากผลงานไหน? แต่การที่ลูกกระสุนพุ่งตรงใบหน้าเป๊ะๆ สามารถสื่อถึง Adelheid ที่สูญเสียอัตลักษณ์ ตัวตนเองจากโลกใบเก่า ไม่สามารถใช้ชีวิตสุขสบายอย่างเจ้าหญิง กลายเป็นเทวดาตกสวรรค์

กระสุนปืนมาจากไหน? หนังไม่มีการฉายภาพย้อนอดีต แต่ผู้ชมสามารถคาดเดาไม่ยากว่าคงระหว่างการต่อสู้/ขัดขืนการจับกุมของบิดา … ถูกยิงโดยบุคคลที่ฉุดคร่าเธอลงจากสรวงสวรรค์

เมื่อตอน Hejna อธิบายเหตุผลของกรงขังที่ถูกทิ้งอยู่นอกบ้าน ทำให้ผู้ชมเข้าใจความโฉดชั่วร้ายของบิดาของ Adelheid เกิดความฉงนสงสัยว่าเธอมีส่วนร่วม รับรู้เห็นมากน้อยเพียงไหน? ซึ่งหนังสร้างความคลางแคลงใจให้กับผู้ชม โดยเฉพาะขณะทำอาหาร … ตอกไข่ หั่นผัก มันช่างมีความสองแง่สองง่าม เสียวสันหลังยิ่งนัก!

ช่วงระหว่างการสำรวจคฤหาสถ์ มีการพบเห็นร่องรอย หลายสิ่งอย่างที่ผู้ชมสามารถจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล สถานที่แห่งนี้เคยถูกใช้ทำสิ่งโน่นนี่นั่น แค่ครุ่นคิดก็รู้สึกหลอกหลอน ราวกับบ้านผีสิง!

เมื่อตอน Adelheid รับรู้ถึงการตัดสินโทษประหารชีวิตของบิดา สังเกตว่าภาพช็อตนี้มีการเว้นพื้นที่ว่างสำหรับโคลนเลนเปียกแฉะ สามารถเทียบแทนความรู้สึกภายในจิตใจ สูญเสียหลักแหล่ง ความมั่นคง ซึ่งเธอตัดสินใจวิ่งกลับเข้าบ้าน ทุบกระจกประตู (หัวใจแตกสลาย) แต่ก็ไม่รู้เข้าไปทำอะไร? หายตัวไปไหนตั้งนาน? แล้วจู่ๆก็หวนกลับมาแบบงงๆ คงไปหาสถานที่สงบจิตสงบใจเพียงลำพัง กระมัง

เรื่องราวหนังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสภาพอากาศ หิมะเริ่มตกตั้งแต่ Adelheid รับทราบข่าวการเสียชีวิตของบิดา ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความหนาวเหน็บ สั่นสะท้านทรวงใน ร้อยเรียงภาพต้นไม้มีเพียงกิ่งก้านไร้ใบ อาการป่วยโรคกระเพาะของ Viktor ก็ทรุดลงในเวลาไล่ๆเรี่ยกัน

ค่ำคืนแรกที่ Viktor หลับนอนในคฤหาสถ์หลังนี้ บนเตียงเก่าๆ ผนังผุขาด ก็ไม่รู้วันเวลาพานผ่านไปนานเท่าไหร่ จนกระทั่งล้มป่วยโรคกระเพาะ ได้รับความช่วยเหลือจาก Adelheid ตื่นขึ้นยังห้องนอนใหม่ หรูหราสไตล์ Victorian ดูราวกับความฝัน สรวงสวรรค์ บ้านหลังใหม่

Adelheid เลือกที่จะให้ความช่วยเหลือพี่ชาย ขณะต่อสู้ ยื้อแย่งอาวุธจาก Vicktor ด้วยการใช้แท่งเหล็กทุบศีรษะ นี่แปลว่าเธอไม่เคยมีใจให้เขาเลยหรือไร? นั่นเป็นสิ่งตอบได้ยากยิ่ง เพราะมันมีหลายสิ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน ไม่มีใครบอกได้ว่าหญิงสาวครุ่นคิดอะไร เพียงข้อสรุปจากการสังเกตบริบทรอบข้าง

ในตอนแรกผมมองว่า Adelheid ไม่ได้มีใจให้ Vicktor ยินยอมทำงานคนรับใช้เพราะบิดาโดนจับเป็นตัวประกัน หลังจากถูกประหารยินยอมเป็นคนรัก เพื่อว่าตนเองจะไม่ถูกส่งกลับประเทศ กระทั่งการหวนกลับมาของพี่ชาย เล็งเห็นโอกาสหลบหนี จึงสำแดงตัวตนแท้จริง … แล้วพอรับรู้ว่า Vicktor ปฏิเสธกล่าวโทษ ยังคงปกป้องเธอ นั่นคงสร้างความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง เกิดความขัดย้อนแย้งภายใน ไม่รู้จะทำอะไรยังไง เลยตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต!

ช่วงต้นเรื่อง Viktor ยังไม่รับรู้ประสีประสา โชคดีได้รับการตักเตือนจากวัยรุ่นสาวแปลกหน้า ตรงกันข้ามกับตอนจบที่เขาหวนกลับมายังท้องทุ่งแห่งนี้ รู้ทั้งรู้อยู่เต็มอกว่ามีอะไร แต่เพราะชีวิตไม่หลงเหลืออะไร สูญเสียเธอคนนั้น ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง เลยตัดสินใจก้าวย่างสู่ความตาย … ก็คือกระทำอัตวินิบาตนะแหละ

ทำไม Viktor ถึงเลือกเส้นทางนี้? เมื่อตอนกลับจากสงคราม ร่างกาย-จิตใจเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า แต่ชีวิตยังหลงเหลือเป้าหมาย คือได้รับมอบหมายเป็นผู้ดูแลคฤหาสถ์หลังนั้น เริ่มต้นสานสัมพันธ์ครั้งใหม่ กระทั่งความตายของเธอ ทุกสิ่งอย่างราวกับหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น ถึงอย่างนั้นคราวนี้ไม่หลงสิ่งใด แล้วจะให้ฉันทำยังไง

ตัดต่อโดย Miroslav Hájek (1919-93) เกิดที่ Prague, Czechoslovakia ร่ำเรียนการถ่ายภาพจาก Academy of Performing Arts in Prague (AMU) จบออกมาทำงานเทคนิคในห้องแลป ก่อนกลายมาเป็นนักตัดต่อภาพยนตร์ระดับตำนาน ผลงานเด่นๆ อาทิ The Devil’s Trap (1962), Diamonds of the Night (1964), Pearls of the Deep (1965), Loves of a Blonde (1965), Daisies (1996), A Report on the Party and Guests (1966), Marketa Lazarová (1967), The Fireman’s Ball (1967), The Valley of the Bees (1968), All My Good Countrymen (1969) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของผู้หมวด Viktor Chotovický ตั้งแต่เดินทางโดยรถไฟสู่ Vroutek เกิดความเข้าใจผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ Hejna พอเดินทางมาถึงคฤหาสถ์ได้รับมอบหมายพบเจอกับคนรับใช้ Adelheid Heidenmannová

  • การมาถึงของ Viktor Chotovický
    • ขบวนรถไฟถูกสั่งให้หยุดจอดก่อนเข้าถึงหมู่บ้าน
    • เจ้าหน้าที่รัฐ Hejna กล่าวขอโทษขอโพยกับ Viktor
    • Viktor เดินทางสู่คฤหาสถ์ ค่ำคืนนี้นอนหลับสนิท
  • การมาถึงของ Adelheid Heidenmannová
    • เช้าวันถัดมา Viktor พบเจอกับสาวใช้ Adelheid คอยสังเกต จับจ้อง ถ้ำมองอยู่ห่าง
    • Viktor รับรู้เบื้องหลังของ Adelheid จาก Hejna
    • Viktor จ่ายสินบน Hejna เพื่อให้ Adelheid พักอาศัยอยู่ในคฤหาสถ์ ไม่ต้องเดินทางไปๆกลับๆค่ายแรงงาน
    • ค่ำคืนนั้น Viktor พยายามพูดคุยกับ Adelheid แต่พวกเขาสื่อสารคนละภาษา
    • วันถัดมา Adelheid ทำงานบ้านของเธอไป
    • Hejna เดินทางมารับประทานอาหารค่ำ และยังชักชวน Adelheid มาดื่มด้วยกัน
    • Viktor ร่วมรักกับ Adelheid
  • ฤดูหนาวเหน็บคืบคลานเข้ามา
    • Adelheid ได้รับแจ้งข่าวการเสียชีวิตของบิดา
    • หิมะตกหนัก ฤดูหนาวมาถึง
    • Hejna บอกข่าวคราวว่าจะ Adelheid จะถูกส่งกลับประเทศ แต่ Viktor จ่ายเงินสินบนเพื่อยื้อเธอเอาไว้
    • พี่ชายของ Adelheid หวนกลับมาฆาตกรรม Hejna
    • Viktor ยื้อแย่งปืนจากพี่ชายของ Adelheid แต่ถูกเธอใช้ไม้ทุบศีรษะ
    • Viktor ปฏิเสธกล่าวโทษ Adelheid พร้อมให้ความช่วยเหลือ แต่เธอกลับกระทำอัตวินิบาต
  • ปัจฉิมบท, ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บ Viktor ก้าวย่างเข้าไปยังทุ่งระเบิด

เพลงประกอบโดย Zdeněk Liška (1922-83) นักแต่งเพลง สัญชาติ Czech เกิดที่ Smečno, Central Bohemia ทั้งปูและบิดาต่างเป็นนักดนตรีสมัครเล่น ทำให้วัยเด็กมีโอกาสฝึกฝนไวโอลิน แอคคอร์เดียน แต่งเพลงแรกสมัยเรียนมัธยม จากนั้นเข้าศึกษาต่อ Prague Conservatory ทำงานเป็นวาทยากร ครูสอนดนตรี หลังสงครามโลกครั้งที่สองเข้าร่วมสตูดิโอ Zlín Film Studios ต่อด้วย Filmové Studio Barrandov, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Fabulous Baron Munchausen (1962), Ikarie XB-1 (1963), The Shop on Main Street (1965), Marketa Lazarová (1967), The Valley of the Bees (1968), The Cremator (1969), Adelheid (1970), Fruit of Paradise (1970), Shadows of a Hot Summer (1977) ฯ

ผกก. Vláčil ดูจะมีความชื่นชอบบทเพลงประเภทขับร้องประสานเสียง (Chorus) แม้กับหนังเรื่องนี้ที่ไม่ได้ย้อนยุคกลาง เริ่มต้นแค่เพียงภาพขบวนรถไฟออกเดินทาง เสียงร้องโหยหวนมอบสัมผัสหายนะคืบคลาน รำพันความทุกข์ทรมานจากภาพจำสงคราม ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่กลับพบเจอเรื่องราวทำให้สิ้นหวังลงกว่าเดิม

บทเพลงนี้นำจาก Bach: Jesu, meine Freude (แปลว่า Jesus, my joy), BWV 227 (1723-35) ดัดแปลงจากบทกวี (Stanzas) ของ Johann Franck มีทั้งหมดหกบท บทละสามวรรค วรรคละสามบรรทัด กลายมาเป็นบทเพลง 11 ท่อน (Movement) มีคำเรียกโมเท็ต (Motet) เพลงประสานเสียงที่มักไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ (A cappella) ในหนังได้ยินอยู่หลายท่อนเดียว ซึ่งสำหรับ Opening Credit และการมาถึงของฤดูหนาว ได้ยินบท Trotz dem alten Drachen (แปลว่า Despite the old dragon)

ต้นฉบับ Germanคำแปลอังกฤษ
Trotz dem alten Drachen,
Trotz des Todes Rachen,
Trotz der Furcht darzu!

Tobe, Welt, und springe,
Ich steh hier und singe
In gar sichrer Ruh.

Gottes Macht hält mich in acht;
Erd und Abgrund muss verstummen,
Ob sie noch so brummen.
Despite the ancient dragon,
Despite death’s jaws,
Despite the fear of it!

Rage, world, and leap,
I stand here and sing
In utter peace.

God’s power holds me in watch;
Earth and abyss must fall silent,
However much they rumble.

เมื่อตอน Viktor แอบจับจ้อง ถ้ำมองหญิงแปลกหน้าขณะทำงาน เห็นภาพวับๆแวมๆ ตอนนั้นยังไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าเธอชื่อ Adelheid ได้ยินบทเพลงคลอประกอบพื้นหลังเบาๆวอลซ์ Geschichten aus dem Wienerwald, Op. 325 (1868) แปลว่า Tales From The Vienna Woods ประพันธ์โดย Johann Strauss Jr.

หลังจาก Adelheid เดินทางกลับในวันแรก Viktor นอนเล่นปืนบนเตียง (มันสามารถตีความได้ทั้งการครุ่นคิดสั้น อยากจะฆ่าตัวตาย และการลูบไล้อวัยวะเพศชาย บังเกิดความสนอกสนใจเธอคนนั้น) ผมไม่แน่ใจว่าบรรเลงด้วยอะไร (ฟังเหมือนออร์แกน มอบสัมผัสเคลิบเคลิ้มล่องลอย) แต่ท่วงทำนอง Das wohltemperierte Klavier, BWV 846-893 แปลว่า The Well-Tempered Clavier บทเพลงบรรเลงเดี่ยวสำหรับเครื่องลิ่มนิ้ว (เปียโน, ออร์แกน, ฮาร์ปซิคอร์ด ฯ) ประพันธ์โดย Johann Sebastian Bach มีทั้งประเภท Preludes และ Fugues ขึ้นเป็นคู่ใน 24 บันไดเสียงหลักและรอง (Major และ Minor) รวมๆแล้วทั้งหมด 48 บทเพลง

ผมขี้เกียจหาข้อมูล แต่คุ้นๆว่าบทเพลงนี้ (น่าจะท่อนอื่นๆ) ดังขึ้นอีกสองสามครั้งในหนัง มักขณะพบเห็นภาพวาดในห้องสมุดที่มีร่อยรอยกระสุนปีน ราวกับว่ามันคือความทรงจำเลือนลางที่อยากหลงลืมของ Adelheid

Hejna เดินทางมาร่วมรับประทานอาหารค่ำ มีการกล่าวชื่นชม Johann Strauss Jr. และยังเปิดรับฟังอุปรากร Der lustige Krieg (1881) แปลว่า The Merry War ความยาวสามองก์ โดยบทเพลงโด่งดังที่สุด ได้ยินคลอประกอบพื้นหลังชื่อว่า Nur für Natur แปลว่า Only for Nature

เรื่องราวมีพื้นหลัง ค.ศ. 1720 มักเกิดสงครามกำมะลอระหว่างรัฐ Massa-Carrara และ Genoa (ประเทศ Italy ในปัจจุบัน) ประกาศรบกันด้วยเหตุผลเล็กๆน้อยๆ แต่กลับไม่เคยมีการหลั่งเลือดสักหยด เพราะทั้งสองฝ่ายเพียงหาเรื่องจัดงานเลี้ยง เต้นรำ แลกเปลี่ยนขนมหวาน, เหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อหญิงหม้าย Countess Violetta Lomelli ต้องแต่งงาน(ตัวแทน)กับ Duke of Limburg แต่เธอดันไปตกหลุมรัก Colonel Umberto Spinola นายทหารฝ่ายตรงข้ามที่ปลอมตัวเข้ามา สุดท้ายเรื่องราวจะจบลงเช่นไร? สงครามจริงๆจะบังเกิดขึ้นไหม?

เกร็ด: Nur für Natur เป็นบทเพลงที่ไม่มีในบทประพันธ์ดั้งเดิม แต่นักแสดง Alexander Girardi (รับบท Marchese Sebastiani) เรียกร้องของให้ Strauss แต่งขึ้นสำหรับขับร้องเดี่ยว (Solo) ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่ยิมยอมร่วมทำการแสดง

ส่วนบทเพลงที่ทำให้งานเลี้ยงค่ำคืนนี้เลิกราก็คือ Badonviller Marsch (1914) บทเพลงมาร์ช (Military March) แต่งโดย Georg Fürst (1870-1936) ถูกนาซีเปลี่ยนเป็นชื่อเยอรมัน Badenweiler Marsch และกลายเป็นเพลงมาร์ชประจำตัว Adolf Hitler เมื่อครั้นดำรงตำแหน่ง Führer

ปล. ผมเพิ่งเห็นคลิปใน Youtube เลยตระหนักว่าบทเพลงนี้ใช้ประกอบสารคดีชวนเชื่อ Triumph of the Will (1935) ด้วยนะครับ!

เมื่อตอน Adelheid ได้รับแจ้งความตายของบิดา ได้ยินบทเพลง Bach: Jesu, meine Freude บทสุดท้ายที่สิบเอ็ด Weicht, ihr Trauergeister แปลว่า Begone, you spirits of grief!

ต้นฉบับ Germanคำแปลอังกฤษ
Weicht, ihr Trauergeister!
denn mein Freudenmeister,
Jesus, tritt herein.

Denen, die Gott lieben,
muss auch ihr Betrüben
lauter Freude sein.

Duld ich schon hier Spott und Hohn,
dennoch bleibst du auch im Leide,
Jesu, meine Freude.
Begone, you spirits of sorrow!
For my Master of Joy,
Jesus, enters in.

For those who love God,
even their sorrow must be
pure joy.

Though I endure mockery and scorn here,
you still remain even in suffering,
Jesus, my joy.

Viktor กำลังต่อสู้กับพี่ชายของ Adelheid ก่อนเธอใช้แท่งเหล็กทุบศีรษะเขาอย่างแรง บทเพลงได้ยินยังคงเป็น Bach: Jesu, meine Freude แต่คือบทรองสุดท้าย So nun der Geist แปลว่า So now the spirit

ต้นฉบับ Germanคำแปลอังกฤษ
So nun der Geist des, der Jesum von den Toten auferwecket hat, in euch wohnet, so wird auch derselbige, der Christum von den Toten auferwecket hat, eure sterbliche Leiber lebendig machen um des willen, dass sein Geist in euch wohnet.If now the spirit of him [God] who has raised Jesus up from the dead dwells in you, then this same one who has raised Christ up from the dead will make your mortal bodies alive, on account of the fact that his spirit dwells in you.

สำหรับตอนจบของหนัง ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บ Viktor ก้าวย่างสู่ทุ่งระเบิด แต่กลับเลือกบทเพลงบทแรกของ Bach: Jesu, meine Freude ซึ่งก็ชื่อว่า Jesu, meine Freude (เริ่มต้น-สิ้นสุด เวียนวนหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น) และได้ยินเพียงวรรคสองและสาม ที่ไม่มีเนื้อร้อง Jesu, meine Freude (Jesus, my joy) หลงเหลือเพียงความเวิ้งว่างเปล่า โหยหาอาลัย

ต้นฉบับ Germanคำแปลอังกฤษ
Jesu, meine Freude
meines Herzens Weide,
Jesu, meine Zier.

Ach wie lang! ach lange
ist dem Herzen bange,
und verlangt nach dir!

Gottes Lamm, mein Bräutigam,
außer dir soll mir auf Erden
nichts sonst liebers werden.
Jesus, my joy,
my heart’s pasture,
Jesus, my adornment!

Oh, how long! How long
has this anxious heart
yearned for you!

Lamb of God, my bridegroom,
apart from you, nothing other on Earth
shall become more dear to me.

Adelheid (1970) นำเสนอเรื่องราวของชายหนุ่มและหญิงสาว ในช่วงสงครามโลกพวกเขาเคยเป็นศัตรูกัน แต่วันนี้โชคชะตาพลักผัน บทบาทกลับตารปัตรตรงกันข้าม จากนาซีผู้สูงส่งกลายมาเป็นคนรับใช้ต้อยต่ำ และยังต้องมาพึ่งพาอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน

  • Viktor Chotovický คือทหารผ่านศึก เดินทางกลับบ้าน ท่าทางอิดโรย เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า (ล้มป่วยโรคกระเพาะ) ลักษณะอาการ Shell Shock/PTSD ติดภาพจำสงคราม ยังไม่สามารถปล่อยละวาง
  • Adelheid Heidenmannová จากเคยมีชีวิตดั่งเจ้าหญิง อาศัยอยู่คฤหาสถ์หรูหรา (เพราะบิดาเป็นสมาชิกพรรคนาซี) มาวันนี้กลายเป็นเทวดาตกสวรรค์ บิดาถูกจับกุม พี่ชายไม่รู้เป็นตายร้ายดี เลยต้องต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางเอาตัวรอด ทำงานสาวรับใช้ แสร้งสื่อสารไม่เข้าใจ เต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น ขัดย้อนแย้งภายในจิตใจ

การมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันของ Viktor & Adelheid คือภาพสะท้อนยุคสมัยหลังสงคราม (Post-Wars) จากเคยเป็นศัตรู โกรธเกลียดเคียดแค้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายจะปรับเปลี่ยนแปลงทัศนคติ อคติต่อชาวเยอรมัน แต่หาใช่ทุกคนคือนาซี มีพฤติกรรมโฉดชั่วร้าย … กาลเวลาเท่านั้นถึงสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดดังกล่าว

ในมุมของชาวเยอรมันก็ไม่ได้รู้สึกย่ำแย่กว่ากันมากนัก พ่ายแพ้สงครามยังไม่เท่าไหร่ แต่พอรับรู้ความโฉดชั่วร้ายของพรรคนาซี นั่นคือสิ่งทำลายจิตวิญญาณพวกเขาจนป่นปี้ แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ไม่สามารถตอบปฏิเสธความผิดชอบ แค่เพียงหวังว่าจะได้รับการตัดสินโทษทัณฑ์ด้วยมนุษยธรรม

มันไม่ใช่ว่าความรักระหว่าง Viktor & Adelheid จะเป็นไปไม่ได้! ฝ่ายชายพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อฝ่ายหญิง คอยปกป้อง ให้ความช่วยเหลือ แสดงความสงสารเห็นใจ แต่เธอกลับปิดกั้น รักษาระยะห่าง แสดงความเย็นชาใส่ ลึกๆอาจพอมีใจอยู่บ้าง ปัญหาคือสถานะเทวดาตกสวรรค์ ยังคงสำแดงความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ทำตัวหัวสูงส่ง ไม่สามารถยินยอมรับสภาพต่ำตมในปัจจุบัน

การนำเสนอ Adelheid ในลักษณะเช่นนั้น ไม่เพียงแค่สำแดงความแตกต่างขั้วตรงข้ามกับ Vikor เหรียญสองด้านที่ไม่มีวันมองเห็นหน้ากันได้! ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณเผด็จการ มันไม่มีหรอกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ยินยอมเป็นคนรับใช้ประชาชน (แบบในช่วง 1968 Prague Spring) พวกเขาเพียงเฝ้ารอคอยช่วงเวลาเหมาะสม ก่อนโต้ตอบเอาคืนอย่างสาสม!

ตอนจบของ The Valley of the Bees (1968) ราวกับเป็นการพยากรณ์จุดสิ้นสุด 1968 Prague Spring ช่วงเวลาสั้นๆที่ชาว Czech ได้สัมผัสฤดูใบไม้ผลิ ก่อนกาลมาถึงของกองทัพสหภาพโซเวียตและพันธมิตร Warsaw Pact นำพา Czechoslovakia เข้าสู่ฤดูหนาวเหน็บอันยาวนาน! ต่อเนื่องกับ Adelheid (1970) แม้มีพื้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็สามารถสะท้อนช่วงเวลาหลัง 1968 Prague Spring เมื่อทุกสิ่งอย่างพลิกกลับตารปัตรอีกรอบ ความหวังเคยมีย่อมพังทลาย สูญสลาย ก้าวออกเดินสู่ความตาย

ผกก. Vláčil เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย การก้าวเดินสู่ทุงระเบิดของ Viktor เพราะเขามองไม่เห็นอนาคต หนทางออกของ Czechoslovakia เพราะสหภาพโซเวียตขณะนั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกร ใครจะสามารถโค่นล้มเผด็จการ แถมประชาชนหมดสูญสิ้นความหวัง นั่นคือการมาถึงของฤดูกาลหนาวเหน็บอันยาวนานกว่าสองทศวรรษ!


ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ Mar del Plata Film Festival (ประเทศ Argentina) แล้วพอหวนกลับมา Czechoslovakia ปรากฎว่าได้เสียงตอบรับจากเบื้องบนไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เลยถูกจำกัดโรง และเหมือนจะสั่งห้ามนำออกฉายต่างประเทศ … ต้องรอคอยจนกระทั่ง Velvet Revolution (1989) และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ถึงเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ (ไม่มีระบุคุณภาพ) โดย Národní filmový archiv (Czech Film Archive) เสร็จสิ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 แต่เพิ่งสามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Magic Box เมื่อปี ค.ศ. 2024

ด้วยความที่หนังแทบไม่โอกาสออกฉายต่างประเทศ หารับชมได้ยาก เลยยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก วิธีการนำเสนอค่อนข้างท้าทาย ความสัมพันธ์ซับซ้อน จิตวิทยาซ่อนเงื่อน ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำความเข้าใจ แต่เมื่อไหร่สังเกตเห็น จักพบความงดงาม ตราตรึง และสิ้นหวัง ช้างเผือกในป่าใหญ่ หนึ่งในมาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์!

จัดเรต 15+ บรรยากาศตึงๆหลังสงครามโลก

คำโปรย | Adelheid นำเสนอความสัมพันธ์อันซับซ้อน จิตวิทยาซ่อนเงื่อน งดงาม ตราตรึง และสิ้นหวัง
คุณภาพ | ด์

Údolí včel (1968)


The Valley of the Bees (1968) Czech : František Vláčil ♥♥♥♥

ด้วยความที่ Marketa Lazarová (1967) ใช้เงินทุนเยอะไปหน่อย ผู้กำกับ František Vláčil เลยวางแผนสร้างหนังอีกเรื่องที่มีพื้นหลังยุโรปยุคกลาง (Middle Age) สถานที่ถ่ายทำเดียวกัน แต่พอโปรดักชั่นกำลังจะเริ่มต้น กลับค้นพบว่าสิ่งข้าวของเหล่านั้นสูญหายหมดสิ้น!

We went to the Šumava mountains to inspect the sites where the fortresses and buildings from Marketa Lazarová once stood, only to find that Czech cottagers had looted everything. So, at least the costumes and other props were put to use.

ผู้ร่วมพัฒนาบท Vladimír Körner

ด้วยความที่ The Valley of the Bees (1968) ออกฉายภายหลังจาก Marketa Lazarová (1967) เพียงไม่กี่เดือน จึงมักเกิดการเปรียบเทียบ แล้วนักวิจารณ์สมัยนั้นต่างแสดงความผิดหวัง เพราะหนังไม่ได้มีความยิ่งใหญ่อลังการเทียบเท่า ก็เลยทำเงินไม่มากสักเท่าไหร่

แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ผู้ชมสมัยใหม่ค้นพบความลุ่มลึกล้ำซ่อนเร้น เนื้อหาแม้มีพื้นหลังยุโรปยุคกลาง (Middle Age) กลับสามารถสะท้อนบรรยากาศการเมือง Czechoslovakia ในช่วงระหว่าง 1968 Prague Spring ได้อย่างตรงเผง!

เกร็ด: มันมีหนังสามเรื่องที่ไม่ใช่ภาคต่อ แต่เป็นแนวย้อนยุค(กลาง) พาดพิงถึงศาสนา เต็มไปด้วยความรุนแรง (ที่สามารถสะท้อนสภาพสังคม Czechoslovakia ขณะนั้น) จึงมักถูกเหมารวม “Historical Trilogy by Vláčil” ประกอบด้วย The Devil’s Trap (1962), Marketa Lazarová (1967) และ The Valley of the Bees (1968)


František Vláčil (1924-1999) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Czech เกิดที่ Český Těšín, Czechoslovakia (ปัจจุบันคือ Czech Republic) โตขึ้นเข้าเรียน Academy of Arts, Architecture and Design in Prague ก่อนเปลี่ยนคณะศิลปศาสตร์ Masaryk University จบออกมาทำงานเป็นผู้ช่วยนักเขียน Brno Cartoon ก่อนย้ายมาถ่ายทำสารคดีให้กับ Studio of Popular Scientific and Educational Films, ช่วงระหว่างอาสาสมัครทหาร ฝึกงานสตูดิโอ Czechoslovak Army Film Studio สนิทสนมตากล้องขาประจำ Jan Čuřík, ถ่ายทำหนังสั้น Clouds of Glass (1958) ** คว้ารางวัล Special Diploma in category of Experimental and Avantgarde Films จากเทศกาลหนัง Venice International Documentary and Short Film Festival

หลังเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ชาติ เข้าร่วมสตูดิโอ Barrandov Studios เริ่มสร้างภาพยนตร์ขนาดยาว The White Dove (1960), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Devil’s Trap (1960), Marketa Lazarova (1967), Valley of the Bees (1968), Adelheid (1970) ฯ

ด้วยความที่ Marketa Lazarová (1967) ใช้เงินทุนเยอะไปหน่อย โปรดิวเซอร์เลยกึ่งบังคับให้ผกก. Vláčil สรรค์สร้างภาพยนตร์มีพื้นหลังยุโรปยุคกลางอีกเรื่อง โดยทำการรีไซเคิลฉาก สิ่งข้าวขาว เครื่องแต่งกายเดียวกัน จึงติดต่อหานักเขียน Vladimír Körner (1939-) ขณะนั้นกำลังศึกษาหาข้อมูลสำหรับนวนิยายเรื่องใหม่ Písečná kosa (แปลว่า The Sandspit) เกี่ยวกับเหตุการณ์ Prussian Uprisings ของชาว Prussian ลุกฮือขึ้นต่อต้าน Teutonic Knights ในช่วงศตวรรษที่ 13th ระหว่างสงคราม Prussian Crusade (997, 1217-74) ส่วนหนึ่งของมหาสงครามครูเสด (Crusades)

ประเด็นคือสิ่งข้าวของที่ทิ้งไว้หลังการถ่ายทำ Marketa Lazarová (1967) ถูกชาวบ้านชาวช่องลักขโมยหมดเกลี้ยง! แม้ยังหลงเหลือเครื่องแต่งกายเก็บไว้ที่สตูดิโอ Barrandov Studios แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนการพอสมควร ไม่สามารถถ่ายทำฉากสู้รบสงคราม เลยกลายมาเป็นดราม่าเกี่ยวกับชายคนหนึ่งพยายามหลบหนีจากคณะอัศวินทิวทอนิก (Teutonic Order)


เรื่องราวมีพื้นหลังศตวรรษที่ 13th ณ เมือง(สมมติ) Vlkov, บิดากำลังจะแต่งงานใหม่กับภรรยายังสาว Lenora สร้างความไม่พึงพอใจให้บุตรชาย Ondřej มอบของขวัญแต่งงานด้วยการแอบใส่ค้างคาวในตระกร้าดอกไม้ เลยถูกบิดากระทำร้ายร่างกาย สภาพปางตาย อธิษฐานขอพระเป็นเจ้า ถ้าเขารอดชีวิตจะส่งเขาเข้าร่วมคณะอัศวินทิวทอนิก (Teutonic Order)

Ondřej (รับบทโดย Petr Čepek) ช่วงระหว่างอาศัยอยู่กับคณะอัศวินทิวทอนิก ณ Holy Land มีความสนิทสนมกับ Armin von Heide (รับบทโดย Jan Kačer) เพราะทั้งคู่ต่างชอบนั่งริมหาดทราย เหม่อมองท้องทะเลไกลโพ้น จนกระทั่งวันหนึ่งมีอัศวินพยายามหลบหนี พบเจอกับ Ondřej ถูกอีกฝ่ายโน้มน้าว ชักชวน เก็บไปครุ่นคิด ก่อนตัดสินใจหวนกลับบ้านเกิดเพื่อแต่งงานกับ Lenora

Armin จึงออกไล่ล่า ติดตามหา ต้องการพาตัวเพื่อนสนิท Ondřej หวนกลับสู่ Holy Land แต่จนแล้วจนรอด จนมาถึงเมือง(สมมติ) Vlkov พบเห็นอีกฝ่ายแต่งงานกับ Lenora เลยตัดสินใจ xxx นำไปสู่การ xxx


Petr Čepek (1940-94) นักแสดงสัญชาติ Czech เกิดที่ Prague, บิดาแม้ไม่ใช่นักแสดง แต่ชื่นชอบพาลูกๆไปรับชมละคอนเวทีจนเกิดความชื่นชอบหลงใหล โตขึ้นเข้าเรียนการแสดง Theatre Faculty of the Academy of Performing Arts in Prague (DAMU) รุ่นเดียวกับ Ladislav Mrkvička, Josef Abrhám และ Jiří Krampol, จบออกมาเริ่มจากทำงานละคอนเวที Bezruč Theatre ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ The End of Agent W4C (1967), The Valley of the Bees (1967), Adelheid (1969), Oil Lamps (1971), Cutting It Short (1980), My Sweet Little Village (1985), Faust (1994) ฯ

รับบท Ondřej จากเด็กชายผู้มีความจงเกลียดจงชังบิดา เลยถูกส่งไป Holy Land กลายเป็นอัศวินทิวทอนิก อดรนทนชีวิตทุกข์ยากลำบาก ก่อนตัดสินใจหลบหนี หวนกลับบ้าน แต่งงานกับมารดา Lenora ยังไม่ทันมีโอกาสได้ครองรัก ก็ถูกเพื่อนสนิททรยศหักหลัง

ดั้งเดิมนั้นผกก. Vláčil วางแผนจะให้ Jan Kačer เล่นควบสองบทบาท Ondřej & Armin ก่อนค้นพบข้อจำกัดทางภาพยนตร์หลายๆอย่าง Kačer เลยแนะนำรุ่นน้อง Petr Čepek ที่เคยร่วมงานกันหลายครั้ง

ช่วงตอนอยู่ Holy Land ผมรู้สึกว่า Čepek ดูเรียบเฉย เย็นชาไปสักหน่อย สัมผัสไม่ค่อยได้ถึงความขัดแย้งภายใน เหตุไฉนถึงตัดสินใจหลบหนี? ต้องสังเกตจากลูกเล่น ภาษาภาพยนตร์ ถึงสามารถอธิบายเหตุผลว่าเพราะอะไร, พอกลับมาบ้านเกิด Vlkov การแสดงดูผ่อนคลายมากขึ้น ถึงอย่างนั้นกลับสร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วน (บิดาเพิ่งเสียชีวิต พยายามเกี้ยวพาราสีมารดาที่เคยรังเกียจ มันจะมีความโรแมนติกยังไง?) และช่วงท้ายโศกนาฎกรรม ต้องชมเลยว่าเก็บกดอารมณ์เกรี้ยวกราด สีหน้าเต็มไปด้วยความอาฆาต โกรธแค้น ก่อนจบลงด้วยความห่อละเหี่ยว หมดสิ้นหวังอาลัย … เป็นนักแสดงพูดไม่เยอะ แต่เก็บกดอารมณ์ได้ยอดเยี่ยม


Jan Kačer (1936-2024) นักแสดง/ผู้กำกับละคอนเวที สัญชาติ Czech เกิดที่ Holice, โตขึ้นเข้าเรียนการแสดง Theatre Faculty of the Academy of Performing Arts in Prague (DAMU) มีชื่อเสียงจากแวดวงละคอนเวที ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Death Is Called Engelchen (1963), The Return of the Prodigal Son (1966), The End of Agent W4C (1967), The Valley of the Bees (1967) ฯ

รับบท Armin สนิทสนมกับ Ondřej ร่วมกันฝึกฝนจนกลายเป็นอัศวินทิวทอนิก แต่พออีกฝ่ายหลบหนีออกจาก Holy Land อาสาออกติดตามหา ต้องการพาตัวเพื่อนรักกลับมา แม้ถูกโน้มน้าว ทรยศหักหลัง ยังคงยึดถือมั่นในความเชื่อศรัทธา ก่อนตัดสินใจกระทำการ xxx นำสู่เหตุการณ์ xxx

ก่อนเริ่มการถ่ายทำ Kačer มีรูปร่างอวบๆ เลยถูกผกก. Vláčil สั่งให้ไปลดน้ำหนัก ใช้เวลาสามเดือนระหว่างเตรียมความพร้อม ซักซ้อมขี่ม้า รวมๆแล้วลดน้ำหนักไปกว่า 11 กิโลกรัม ทำให้ใบหน้าดูคมเข้ม หล่อเหลาขึ้นกว่า

Before Mr. Vláčil gave me the role, I went through a great ordeal. He kept looking at me and saying: but you can’t play an ascetic monk, you’re fat, look at yourself.

Jan Kačer

แม้นักวิจารณ์สมัยนั้นจะมองว่า Kačer ไม่ค่อยเหมาะกับบทบาท Armin แต่ภาพลักษณ์เข้มๆ ผมสีบลอนด์แลดูสูงส่ง เอ่อล้นด้วยอุดมการณ์ เอ่อล้นด้วยศรัทธาต่อพระเจ้า/คณะอัศวินทิวทอนิก การทรยศของเพื่อนสนิทอาจทำให้เขาเกิดความโล้เล้ลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อตัดสินใจแน่วแน่จึงกระทำการ xxx และยินยอมรับโชคชะตากรรมโดยไม่แสดงความรู้สึกผิด หรือสูญเสียความเชื่อมั่นต่อตนเอง


ถ่ายภาพโดย František Uldrich (1936-2013) สัญชาติ Czech เกิดที่ Prague เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยตากล้อง Daisies (1966), ก่อนได้รับเครดิตถ่ายภาพ Return of the Prodigal Son (1967), ก่อนกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ František Vláčil ตั้งแต่ The Valley of the Bees (1968), Adelheid (1969), Sirius (1975), Smoke on the Potato Fields (1977), The Loves of Kafka (1988) ฯ

งานภาพของหนังอาจดูมีบรรยากาศละม้ายคล้าย Marketa Lazarová (1967) แต่จะไม่ค่อยมีลูกเล่น ลีลาการนำเสนอที่น่าตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นความโดดเด่นใน ‘สไตล์ Vláčil’ คือการใช้ภาพเล่าเรื่องมากกว่าบทสนทนา บ่อยครั้งผู้ชมต้องอ่านจากภาษาภาพยนตร์ ถึงสามารถเข้าใจเหตุผลการกระทำของตัวละคร

ผมสังเกตว่าช็อตมุมกว้าง ทิวทัศน์ธรรมชาติสวยๆ มักมีการถ่ายมุมก้มลงมานิดๆ หรือมีเมฆหมอกปกคลุม สร้างความอึดอัด รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกดทับ ไร้ซึ่งอิสระเสรี จุดประสงค์เพื่อให้สอดคล้องเรื่องราวของคณะอัศวินทิวทอนิก พยายามจะควบคุมครอบงำทุกสิ่งอย่างให้เป็นไปตามกฎกรอบ/ความเชื่อศรัทธาศาสนาตนเอง!

หนังปักหลักถ่ายทำในละแวกทะเลบอลติก (Baltic Sea) โดยปราสาทครูเสด (Holy Land) ถ่ายทำยัง Malbork Castle (Malbork, Poland), เมืองโบราณ Lidzbark Warmiński (Warminsko-Mazurskie, Poland) และอารามร้างแถวๆ Prachatice (South Bohemian, Czechoslovakia)


นี่อาจไม่ใช่การซูมออก (Zoom Out) ตั้งแต่ผึ้ง/ดอกไม้ จนเห็นภาพเมือง(สมมติ) Vlkov เพราะข้อจำกัดด้านเทคนิคยุคสมัยนั้น แต่เราสามารถตีความนัยยะเดียวกันคือการเปรียบเทียบ The Valley of the Bees = เมือง(สมมติ) Vlkov ที่ทุกสิ่งอย่างขึ้นกับผู้นำ/นางพญา ผึ้งตัวอื่นๆเพียงทำตามคำสั่งหัวหน้า! เฉกเช่นเดียวกับคณะอัศวินทิวทอนิก และรวมถึงระบอบเผด็จการ/สังคมนิยม ประชาชนไร้สิทธิ์เสียง เพียงก้มหัวศิโรราบต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์

นี่คือสี่ภาพต่อเนื่องกันที่มีความดิบๆ (Rawness) ถ่ายภาพหน้าตรงไปตรงมา เริ่มจากภาพมุมกว้างของ Ondřej → โคลสอัพใบหน้า → ใบหน้าเจ้าสาว → ภาพมุมกว้าง, ในตอนแรกผมครุ่นคิดว่าวัยรุ่นทั้งสองคงถูกคลุมถุงชนแต่งงาน แต่กลับกลายเป็น xxx ในมุมมองผู้ชมสมัยใหม่ย่อมรู้สึกว่าโลกยุคกลาง (Middle Age) มันช่างบ้านป่าเมืองเถือน ไร้อารยธรรมสิ้นดี!

Holy Land ใช่ว่าควรคือสวรรค์สวรรค์ของชาวคริสเตียน(สมัยนั้น) แต่แทนที่หนังจะนำเสนอให้ดูยิ่งใหญ่ เลือกสถานที่ที่มีความอลังงาน กลับถ่ายภาพปกคลุมด้วยเงามืด รายล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐสูงใหญ่ Ondřej นอนแผ่พังพาบ ศิโรราบอยู่บนพื้น … อธิบายความแตกต่างมาถึงขนาดนี้ คงไม่ต้องอธิบายต่อกระมังว่าเคลือบแฝงนัยยะอะไร

ทีแรกผมนึกว่า Ondřej มาทำการแบ๊บติสต์ (Baptist) ในทะเลบอลติก แต่แท้จริงแล้วแค่วันว่างๆ ชอบมานั่งๆนอนๆ เหม่อมองท้องฟ้า มหาสมุทร ราวกับโหยหาบางสิ่งอย่างไกลออกไป แต่สังเกตว่าหลายๆช็อตถ่ายมุมก้ม ราวกับจะบอกใบ้ว่าพวกเขาไม่มีวันอาจเอื้อมมือไขว่คว้า ดำเนินเดินทางไปถึงเป้าหมาย/ความใฝ่ฝันนั้น

หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ผมเรียกว่า “สูตรสอง” เหตุการณ์ใดๆเคยบังเกิดขึ้น มักหวนกลับมาบังเกิดขึ้นซ้ำในทิศทางตรงกันข้าม ไล่ตั้งละคร Ondřej vs. Armin ที่มีความแตกต่างตรงกันข้าม, การเดินทางของ Ondřej จากบ้าน → ถูกส่งไป Holy Land → หลบหนีกลับบ้าน → ตอนจบหวนกลับมา Holy Land

นั่นยังรวมถึงทิศทาง มุมกล้อง อย่างสองภาพนี้เริ่มจากถ่ายมุมเงยจากบนโต๊ะอาหาร คณะอัศวินทิวทอนิกยืนรอบล้อม อธิษฐานถึงพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ ก่อนถ่ายมุมก้มลงมาเห็นจานบนโต๊ะอาหาร พวกเขากำลังจะเริ่มต้นพิธีถือศีลอด (Fasting) รับประทานเพียงปลาตัวหนึ่ง

ด้วยความที่หนังแทบจะไม่มีคำอธิบายใดๆ ผู้ชมต้องคอยสังเกตเอาเองว่าใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร อย่างชายคนนี้จู่ๆเดินมานั่งหัวโต๊ะอาหาร โดยที่คนอื่นยังยืนหัวโด่ ราวกับว่าคือคนใหญ่คนโต หัวหน้าคณะอัศวินทิวทอนิก? เลยมีสิทธิ์ที่จะทำสิ่งต่างๆโดยไม่ต้องรอคอยผู้ใด ขณะเดียวกันยังสร้างความรู้สึกเหมือนเขาไม่ยี่หร่าอะไรใคร มองจานอาหารด้วยความเบื่อหน่าย … ภาพสะท้อนผู้นำรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้เลยกระมัง

จากภาพชายคนนี้ที่หัวโต๊ะ สอบถามถึงอัศวิน Rotgier ไม่เห็นหน้าหลายวัน ล้มป่วยหรือเปล่า ตัดไปภาพหอคอยสูงใหญ่ ใครคนหนึ่งกำลังเป่าแตรศึก (Battle Horn) คาดเดาได้ว่าคือส่งคนออกติดตามหา บุคคลนั้นน่าจะหลบหนี หายตัวไปจาก Holy Land

เหตุผมที่ผมนำสองช็อตนี้มาวางคู่กัน เพราะมันความต่อเนื่อง เชื่อมโยง สร้างสัมผัสบทกวีภาพยนตร์, ชายนั่งหัวโต๊ะน่าจะคือผู้นำอัศวินทิวทอนิก มีอำนาจสูงส่งเหนือใคร → หอคอยสูงใหญ่ มองเห็นอาณาบริเวณจากทั่วทุกสารทิศ … เห็นความสัมพันธ์ดังกล่าวไหมเอ่ย?

จากภาพมุมเงยหอคอยสูงใหญ่ → ถ่ายมุมก้มลงมาเห็นหาดทราย ท้องทะเล (มุมเงยสู่มุมก้ม) → ภาพถัดไปยังถ่ายมุมก้ม แต่กลายมาเป็นผืนแผ่นดิน เส้นทางระหว่างหุบเขา (จากน้ำสู่ดิน) … เห็นความเชื่อมโยงระหว่างช็อตไหมเอ่ย? นี่คือการสร้างสัมผัสบทกวี ซึ่งถ้าคุณสามารถอ่านภาษาเหล่านี้ออก ถึงจะสามารถเพลิดเพลินไปกับสุนทรียภาพยนตร์

จู่ๆกล้องส่ายๆสั่นๆอยู่หลังพุ่มไม้ สร้างความรู้สึกเหมือนว่าใครบางคนกำลังหลบหนี ซ่อนตัว ก่อนเปิดเผยว่าคือมุมมอง(บุคคลที่หนึ่ง)ของอัศวิน Rotgier ซึ่งพอพบเห็น Ondřej แวะพักดื่มน้ำริมลำธาร ก็เปิดเผยตัวตน พูดคุยสนทนา ชักชวนหลบหนีไปป่าฟากฝั่งตรงข้าม … แต่ตลอดทั้งซีเควนซ์ไม่เคยฉายให้เห็นป่าผืนนั้น แบบเดียวกับสุดปลายขอบฟ้า เพราะตัวละครไม่เคยดำเนินไปถึง

ระหว่างการสนทนา อัศวิน Rotgier มีการโยนผ้าคลุม(ที่มีสัญลักษณ์อัศวินทิวทอนิก)ลงทิ้งลำธาร ตีความแบบทั่วๆไปก็คือทอดทิ้งสถานะที่ตนมี แต่ประเด็นคือทำไมต้องโยนลงลำธารให้ Armin พบเจอที่ปลายน้ำ? นี่ราวกับต้องการสื่อว่าองค์กรเผด็จการ จักค่อยๆถูกลบเลือนลางตาม(สายน้ำแห่ง)กาลเวลา

โดยปกติภาพถ่ายมุมสูงมีคำเรียก Bird Eye’s View แต่เมื่อไหร่ถึงตรงดิ่ง 90 องศา ผมชอบเรียกว่า God Eye’s View เพราะสร้างสัมผัสเหมือนพระเจ้ามองลงมา สำแดงพลังอำนาจยิ่งใหญ่ ไม่มีใครสามารถต่อต้านทาน แล้วพอประกอบเข้าเสียงระฆัง เครื่องเป่าลมทองเหลืองขนาดใหญ่ และสุนัขล่าเนื้อเห่าหอน การพิพากษาตัดสินโทษอัศวิน Rotgier มันช่างมีความหวาดสะพรึงยิ่งนัก!

ผมลองสองถาม AI มันบอกว่าการประหารชีวิตด้วยการให้สุนัขรุมทิ้ง (Execution by Dogs) ไม่มีประวัติศาสตร์บันทึกไว้ ส่วนใหญ่แค่จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารแขวนคอ ตัดศีรษะแบบทั่วๆไป ในบริบทของหนังอาจต้องสื่อถึงสัตว์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต (Loyality) กัดกินบุคคลทรยศหักหลังองค์กร เพื่อนพ้อง (DisLoyality) กระมังนะ

การหายตัวไปของ Ondřej ดูไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมแอบเสียดายว่าหนังน่าจะให้เวลากับมันสักหน่อย แต่การนำเสนอผ่านมุมมองของ Armin ที่ไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ เพียงได้ยินเสียงระฆัง ใครคนหนึ่งพูดบอกเล่า (ว่าตอนอัศวิน Rotgier ถูกประหารชีวิต ได้ยินเสียงหัวเราะของอีกฝ่ายดังออกมา) จึงบังเกิดความฉงนสงสัย ต้องการออกติดตามหา

และก่อนเริ่มต้นออกเดินทาง Armin ทำการแกะสลักสัญลักษณ์ไม้กางเขนบนซากเรืออับปางริมทะเล มองผิวเผินมันเรือลำนี้สะท้อนสภาวะทางอารมณ์ สภาพจิตใจตัวละคร รู้สึกผิดหวังในตัวเพื่อน ที่ไม่สามารถร่วมเดินทางไปถึงอีกฟากฝั่งฝัน แต่ขณะเดียวกันอาจมองว่านี่คือการเริ่มต้นออกเดินทาง(ทาง)จิตวิญญาณ ต้องการช่วยเหลือ Ondřej ให้หวนกลับมาพบเจอหนทางรอด (Salvation)

ระหว่างการเดินทางของ Armin สิ่งแรกที่เขาพบเจอคือชายคนนี้ พยายามวิ่งหลบหนี สอบถามอะไรไม่รู้สักอย่าง ในมุมของผมค่อนข้างชัดเจนมากๆว่าเขาคืออัศวินหลบหนี (จึงแสดงความหวาดกลัวออกมา) แต่ด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จัก จดจำกันไม่ได้ ไร้หลักฐานยืนยัน เลยจำต้องปลดปล่อยเป็นอิสระ แยกย้ายเดินทางต่อไป

ซีนเล็กๆนี้ต้องการสื่อถึงอะไร? คณะอัศวิน/ลัทธิคอมมิวนิสต์อาจมีความยิ่งใหญ่ แต่ก็แค่ในอาณาเขตของตนเอง ไม่สามารถคลอบคลุมครอบงำทุกสิ่งอย่าง!

หญิงสาวตาบอด มองอะไรไม่เห็น สำแดงมิตรไมตรีด้วยการแบ่งปันนมแพะ แต่ทว่า Armin กลับดื่มแค่อึกเดียวแล้วไม่ยินยอมดื่มต่อ (คงเพราะกำลังอยู่ในช่วงถือศีลอด) แถมยังปฏิเสธให้เธอสัมผัสเนื้อต้องตัว กล่าวว่ากำลังติดตามหาน้องชาย แล้วต่อมาพูดว่าตนเองเป็นเด็กกำพร้าไม่มีญาติพี่น้อง? มันช่างเป็นคำอธิบายที่สับสน ขัดย้อนแย้งกันเอง และความดื้อรั้นของเขา ทำให้เธอกล่าวคำเวทนา แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่ชัดเจนมากๆว่าเป็นบุคคลขาดความอบอุ่น น่าสงสารเห็นใจยิ่งนัก!

ต่อมา Armin พบเจอกับกลุ่มคนเลี้ยงแกะ (Yeoman ในยุคสมัยศักดิดาหมายถึง เสรีชน) พวกเขายินดีแบ่งปันเนื้อกวางแต่เขาขอแค่น้ำเปล่า (เพราะกำลังถือศีลอด), สิ่งน่าสนใจของซีนนี้คือสัตว์สัญญะที่ซ่อนเร้นไว้

กวาง (Deer) คือสัญลักษณ์แทนพระเยซูคริสต์ เขางอกงามเหมือนมงกุฎ สัญลักษณ์ของอำนาจศักดิ์สิทธิ์และความเป็นพระเจ้า “จิตวิญญาณที่โหยหาพระเจ้าดังเช่นกวางกระหายน้ำ” จาก Psalm 42:1, จริงๆแล้วการรับประทานเนื้อกวางไม่ได้ขัดต่อหลักศาสนา แต่ในบริบทของหนัง กวางถูกฆ่าโดยแมวป่า (Lynx) แล้วคนเลี้ยงแกะลักขโมยเนื้อมา ถือเป็นสิ่งชั่วร้าย(มั้งนะ) แอบบอกใบ้ถึงการเป็นคนนอกรีต ไร้ศาสนา ก่อนหน้านี้เคยพยายามลักขโมยม้า เลยถูกฟัน ได้รับบาดเจ็บ แล้วยังมาคุยโวโอ้อวด โกหกหลอกลวงคนอื่นว่าได้แบ่งปันอาหารแก่ชายแปลกหน้าคนนั้น

ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าท่านอนของ Ondřej ดูละม้ายคล้าย Jesus Christ กลางแขนสองข้างเหมือนขณะตรึงไม้กางเขน แต่ยังขบครุ่นคิดไม่ออกว่ามีความเชื่อมโยงกับหนังยังไง?

ย้อนรอยกับตอนที่ Ondřej หยุดพักดื่มน้ำริมลำธาร แล้วถูกกระทำร้ายโดยอัศวิน Rotgier ที่กำลังหลบหนี, มาคราวนี้ Armin เกิดความหิวกระหายโดยไม่ทราบสาเหตุ ระหว่างดื่มน้ำในลำธาร เลยถูก Ondřej ฉกฉวยโอกาส ทุบศีรษะ ลักขโมยม้า หลบหนีกลับมาบ้านเกิด

ความกระหาย (Thirsty) ของทั้ง Ondřej และ Armin สามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ของการโหยหาบางสิ่งอย่าง รู้สึกเหมือนชีวิตยังไม่ได้รับการเติมเต็ม เกิดความต้องการกระทำบางสิ่งนั้นแรงกล้า

  • ในกรณีของ Ondřej คืออารัมบทการหลบหนีออกจาก Holy Land
  • ขณะที่ Armin โหยหาความรอดของชีวิต (Salvation) ที่ไม่สามารถพบเจอกับคณะอัศวินทิวทอนิก

แซว: ธารน้ำของ Ondřej ขนาดใหญ่กว่าเพราะมีสิ่งที่เขาโหยหาในเชิงรูปธรรมอยู่มาก หวนกลับบ้าน แต่งงาน รับผิดชอบโน่นนี่นั่น, ผิดกับ Armin ที่ความรอดออกไปในเชิงนามธรรมทางจิตวิญญาณ

พอกลับมาถึงบ้านเก่า ฉากรับประทานอาหารแลดูคล้ายๆตอนคณะอัศวินทิวทอนิกเริ่มถือศีลอด แต่คราวนี้ถ่ายภาพมุมกว้าง จากภายนอกโต๊ะอาหาร ไม่ได้ต้องยืนสวดอธิษฐาน ถึงอย่างนั้นอาหารการกินไม่ค่อยจะมี หลังจากบิดาเสียชีวิต จำต้องขายโน่นนี่นั่น อดมื้อกินมื้อ เอาตัวรอดไปวันๆ

Ondřej นั่งอยู่หัวโต๊ะ กลายเป็นผู้นำครอบครัวคนใหม่ แต่ทุกคนยินยอมพร้อมใจ แบ่งปันเนื้อหาได้ยาก ต่างลุกขึ้นเดินหนีเพราะไม่ต้องการส่วนแบ่ง และให้เวลาเขาพูดคุยกับมารดา … ตรงกันข้ามกับคณะอัศวินทิวทอนิก นอกจาก Armin แทบจะไม่มีใครมีน้ำใจแบ่งปัน ต่างคนต่างเพียงปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

แวบแรกหลายคนอาจครุ่นคิดว่าพบเห็นภาพหลอน เพราะคาดเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะเสียชีวิตตั้งแต่ที่ธารน้ำ จริงๆแล้วก็คือ Armin ติดตามมาจนถึงบ้านของ Ondřej แค่ว่าตอนนี้ยังไม่รู้จะทำอะไรยังไงถึงโน้มน้าว ชักชวนเขาหวนกลับ Holy Land เลยเพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ

ฉากสุนัขล่าเนื้อ ไล่ล่า เข่นฆ่าเจ้ากวางน้อย นี่คือของจริง ตายจริง ไม่มีจัดฉาก! ผมได้อธิบายความหมายของสัตว์ตัวนี้ไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้จึงสื่อถึง Ondřej กลายเป็นบุคคลนอกรีต ไร้ศีลธรรม เข่นฆ่าสัตว์สัญลักษณ์ของพระเป็นเจ้า หมดความสูญสิ้นศรัทธาต่อศาสนา/คณะอัศวินทิวทอนิก

ทำไม Lenora ถึงกระทำการทรมานร่างกาย? (Mortification of the flesh) ตามความเชื่อของชาวคริสเตียน คือสัญลักษณ์ของการสำนึกบาป อาจเคยครุ่นคิด/กระทำความผิดบางอย่าง แล้วบังเกิดความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง, ในบริบทของหนังค่อนข้างชัดเจนว่าเธอตกหลุมรัก Ondřej แต่เพราะตนเองคือ(อดีต)สามีบิดาของเขา มันจึงไม่ใช่เรื่องถูกต้องทางศีลธรรม … การที่บิดา(ของ Ondřej) แต่งงานกับ Lenora ที่ดูยังไม่บรรลุนิติภาวะ คือสิ่งถูกต้องงั้นหรือ?

Lenora นำพา Ondřej มายังสถานที่โปรด ล้อมรอบด้วยโขดหิน ต้นไม้สูงใหญ่ ลับตาผู้คน ก่อนค้นพบสัญลักษณ์กางเขน (ขูดๆขีดๆโดย Armin) นี่ย้อนรอยกับตอนพบเจออัศวิน Rotgier ริมลำธาร แต่ในลักษณะกลับตารปัตร จากผู้ไล่ล่ามาเป็นผู้ถูกล่า และ(เริ่มต้นซีนนั้น)มุมมองบุคคลที่หนึ่งเคลื่อนผ่านพงหญ้า มาเป็นถ่ายภาพใบหน้า Armin ขณะฝนตกกำลังเดินไปยังโบสถ์คริสต์ประจำเมือง(ตอนจบซีนนี้)

วิธีการนำเสนออาจไม่ได้ดิบๆแบบตอนต้นเรื่อง แต่มุมกล้องนั้นแม่นเป๊ะ สลับเปลี่ยนบุคคลจากบิดาเป็น Ondřej (กำลังกอดจูบว่าที่ภรรยาแบบไม่อายใคร) และบุคคลเพิ่งมาถึง ยืนตรงหน้าประตูทางเข้าคือ Armin … แม้หลายสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไป แต่อะไรๆยังคงเหมือนเดิม ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เริ่มต้น-สิ้นสุด เวียนวงกลม หวนกลับสู่สามัญ

ในมุมของ Armin นี่คงเป็นสิ่งที่เขาเจ็บปวดรวดร้าว บังเกิดความผิดหวังอย่างรุนแรง อุตส่าห์นำทรายจากสถานที่โปรดของพวกเขามามองให้ Ondřej กลับเทใส่มือภรรยา แล้วเธอปัดทิ้งลงพื้น ไม่ได้เห็นคุณค่า ความสลักสำคัญใดๆ นี่เป็นการแสดงถึงความแตกต่างทางทัศนคติ อุดมการณ์ชีวิตทั้งสอง มาถึงจุดแตกหัก คนละฟากฝั่งตรงกันข้าม … ก็น่าจะมีส่วนให้ Armin ตัดสินใจกระทำการ xxx

ตอนต้นเรื่องเมื่อ Ondřej ถูกจับได้ว่ากลั่นแกล้ง แอบเอาค้างคาวใส่ในกระเช้าดอกไม้ให้กับ Lenora จากนั้นถอยหลังพิงกำแพง ก่อนถูกบิดากระทำร้ายร่างกาย, คราวนี้เปลี่ยนมาเป็น Armin หลังกระทำการ xxx หันหลังพิงกำแพง ก่อนถูกลากพาตัวลงไปสำเร็จโทษ กลายเป็นเหยื่ออันโอชาของสุนัขล่าเนื้อ

นี่คือภาพที่ Ondřej ก้าวถอยหลังสู่ความมืด ด้วยความโกรธเกลียด อาฆาตแค้น หลังลงมือฆาตกรรมเพื่อนรัก ปล่อยให้สุนัขล่าเนื้อจัดการ ขณะเดียวกันยังสื่อถึงสภาพจิตใจหมองหม่น ชีวิตไม่หลงเหลืออะไร ตกอยู่ในความห่อเหี่ยว หมดสิ้นหวัง อนาคตมืดหม่น จมปลักอยู่ในความมืดดำ

ท้ายที่สุด Ondřej สวมใส่ชุดอัศวินทิวทอนิก หวนกลับมายัง Holy Land ทำไมกัน? ในมุมของผมครุ่นคิดว่าเขามาถึงจุดยินยอมรับโชคชะตา รับรู้ตนเองว่าไม่สามารถดิ้นหลบหนี จึงก้มหัวศิโรราบต่อระบบ(คอมมิวนิสต์) แวะเวียนมานั่งริมหาดทราย เหม่อมองท้องทะเลครั้งสุดท้าย ปลายขอบฟ้าที่มิอาจเอื้อมมือไขว่คว้า หลังจากนี้เขาคงโดนลงทัณฑ์ ถูกควบคุมขัง จมปลักอยู่ในความมืดอีกยาวนาน

ตัดต่อโดย Miroslav Hájek (1919-93) เกิดที่ Prague, Czechoslovakia ร่ำเรียนการถ่ายภาพจาก Academy of Performing Arts in Prague (AMU) จบออกมาทำงานเทคนิคในห้องแลป ก่อนกลายมาเป็นนักตัดต่อภาพยนตร์ระดับตำนาน ผลงานเด่นๆ อาทิ The Devil’s Trap (1962), Diamonds of the Night (1964), Pearls of the Deep (1965), Loves of a Blonde (1965), Daisies (1996), A Report on the Party and Guests (1966), Marketa Lazarová (1967), The Fireman’s Ball (1967), The Valley of the Bees (1968), All My Good Countrymen (1969) ฯ

ส่วนใหญ่ของหนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมอง Ondřej ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นพบเห็นบิดาแต่งงานใหม่ แสดงความไม่พึงพอใจ ก่อนถูกส่งไป Holy Land กลายเป็นสมาชิกอัศวินทิวทอนิก แต่พอเติบใหญ่ตัดสินใจหลบหนีกลับบ้าน มีการปรับเปลี่ยนมานำเสนอผ่านมุมมองเพื่อนสนิท Armin อาสาออกไล่ล่า ติดตามหาจนพบเจอ แล้วสลับการนำเสนอกลับมายัง Ondřej อีกครั้ง!

  • วัยรุ่นหนุ่ม Ondřej
    • Opening Credit, Ondřej เก็บดอกไม้ใส่ตระกร้า
    • เข้าร่วมงานแต่งงานของบิดา มอบของขวัญให้มารดาใหม่ Lenora
    • Ondřej ถูกส่งไป Holy Land เข้าร่วมเป็นสมาชิกอัศวินทิวทอนิก
    • พบเจอเพื่อนสนิท Armin ชื่นชอบเหม่อมองท้องทะเลเหมือนกัน
  • เรื่องราวของคนทรยศ
    • Ondřej & Armin ได้รับมอบหมายให้ติดตามอัศวินหลบหนี
    • Ondřej บังเอิญพบเจออัศวินคนนั้นที่พยายามโน้มน้าว อธิบายบางสิ่งอย่าง
    • แม้อัศวินผู้นั้นถูกจับกุม ประหารชีวิต, Ondřej ต้องโทษคุมขังเพราะขัดขืนคำสั่ง
  • การเดินทางของ Armin
    • Armin ค้นพบว่า Ondřej หลบหนีออกจาก Holy Land จึงอาสาออกติดตามหา
    • ระหว่างทาง Armin พบเจอสาวตาบอด
    • ระหว่างแวะพักกลางทาง ได้ยินเรื่องเล่าของชาวบ้านเกี่ยวกับ Ondřej
    • Armin เผชิญหน้ากับ Ondřej พยายามโน้มน้าวอีกฝ่ายให้หวนกลับ Holy Land
    • Ondřej ใช้ขณะทีเผลอทุบศีรษะ Armin
  • การหวนกลับบ้านของ Ondřej
    • Ondřej เดินทางกลับมาถึงบ้านเกิด ค้นพบว่าบิดาเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน
    • Ondřej พยายามเกี้ยวพาราสี Lenora
    • Armin เดินทางมาถึง Vlkov พูดคุยกับบาทหลวงท้องถิ่น
  • งานแต่งงานระหว่าง Ondřej กับ Lenora
    • Armin กลายเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ
    • Ondřej และ Armin ต่างพยายามโน้มน้าวกันและกัน
    • Armin ตัดสินใจกระทำการ xxx
    • Ondřej เลยตัดสิน Armin ให้ได้รับผลกรรม
  • ปัจฉิมบท, Ondřej เดินทางกลับ Holy Land นั่งลงริมหาด เหม่อมองท้องทะเลด้วยความสิ้นหวัง

เพลงประกอบโดย Zdeněk Liška (1922-83) นักแต่งเพลง สัญชาติ Czech เกิดที่ Smečno, Central Bohemia ทั้งปูและบิดาต่างเป็นนักดนตรีสมัครเล่น ทำให้วัยเด็กมีโอกาสฝึกฝนไวโอลิน แอคคอร์เดียน แต่งเพลงแรกสมัยเรียนมัธยม จากนั้นเข้าศึกษาต่อ Prague Conservatory ทำงานเป็นวาทยากร ครูสอนดนตรี หลังสงครามโลกครั้งที่สองเข้าร่วมสตูดิโอ Zlín Film Studios ต่อด้วย Filmové Studio Barrandov, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Fabulous Baron Munchausen (1962), Ikarie XB-1 (1963), The Shop on Main Street (1965), Marketa Lazarová (1967), The Valley of the Bees (1968), The Cremator (1969), Fruit of Paradise (1970), Shadows of a Hot Summer (1977) ฯ

งานเพลงของหนังอาจไม่ได้มีความหลากหลาย หรือยิ่งใหญ่อลังการเทียบเท่า Marketa Lazarová (1967) ส่วนใหญ่เป็นเพียงเสียงร้องคอรัส ซึ่งมีเนื้อคำร้อง(ภาษา Czech)สอดคล้องความเชื่อศรัทธาศาสนา พิธีมิสซา (การขับร้องประสานเสียง ช่วยให้ฉากเหล่านั้นมีความรุนแรง ทรงพลัง บีบเค้นคั้นอารมณ์ยิ่งนัก!) เพียงฉากแต่งงาน/ระหว่างเดินทางถึงได้ยินการบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นบ้าน สร้างบรรยากาศผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย

และบ่อยครั้งใช้เสียงประกอบ (Sound Effect) สำหรับสร้างบรรยากาศให้สอดคล้องเข้ากับเรื่องราวขณะนั้น ระฆัง (ใครบางคนกำลังหลบหนี), หมาเห่า/ผู้คนเซ็งแซ่ (ตอนประหารชีวิต), คลื่นซัดกระทบหาดทราย (เคว้งคว้างล่อยลอย) ฯ

Ondřej เริ่มต้นจากอคติต่อบิดา (Oedipus Complex) แอบตกหลุมรักมารดาใหม่ (ระดับจุลภาค), พอถูกส่งไป Holy Land ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยากลำบาก จนเมื่อได้รับการชี้นำจากคนทรยศ เลยตระหนักถึงสภาพเป็นจริง สำแดงอารยะขัดขืน และตัดสินใจหลบหนีออกมา (ระดับมหภาค)

ในปีที่หนังออกฉาย ตรงกับช่วงเวลา 1968 Prague Spring ผู้ชมชาว Czechoslovakia ย่อมเกิดการเปรียบเทียบคณะอัศวินทิวทอนิก = รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ต่างมีความเข้มงวดราวกับเผด็จการ ใครคิดเห็นต่างคือศัตรูต้องกำจัดให้พ้นภัยทาง หรือถ้าพวกพ้องคิดคดทรยศหักหลัง (Political Traitor) ก็ทำการไล่ล่าติดตาม นำกลับมาลงโทษทัณฑ์

Ondřej และ Armin บางคนอาจมองความสัมพันธ์ Bromance แต่พวกเขามีความชื่นชอบสิ่งเดียวกัน คือนั่งๆนอนๆริมหาดทราย เหม่อมองท้องทะเลไกลโพ้น ราวกับโหยหาบางสิ่งอย่างที่สุดปลายขอบฟ้า

  • ในกรณีของ Ondřej น่าจะคือโหยหาอิสรภาพชีวิต (ทางรูปธรรม) เริ่มต้นจากกดขี่ข่มเหงของบิดา แล้วถูกควบคุมครอบงำโดยคณะอัศวินทิวทอนิก แต่การเดินทางของเขามีลักษณะว่ายเวียน วนไปวนมาอยู่ในวัฎฎะสังสาร (จากบ้าน → Holy Land → หวนกลับบ้าน → Holy Land) ไม่มีโอกาสพบเจออิสรภาพที่แท้จริง!
  • Armin ผู้มีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระเจ้า/คณะอัศวินทิวทอนิกอย่างแรงกล้า สิ่งที่เขาโหยหาน่าจะคือความรอด (Salvation) หลบหนีจากโลกที่โหดร้าย แต่ก็เฉกเช่นเดียวกัน Ondřej ไม่สามารถพบเจออิสรภาพชีวิต

ผมรู้สึกว่าผกก. Vláčil เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายพอๆกับ Robert Bresson เพราะแทนที่จะให้หนังจบลงอย่าง Happy Ending กลับนำเสนอความวิปลาสของ Armin กระทำสิ่งที่เจ้าตัวยังคงเชื่อมั่นว่าคือหนทางรอด ไม่รู้จักการประณีประณอม โอนอ่อนผ่อนปรน ก่อบังเกิดโศกนาฎกรรม … เหมือนว่าผกก. Vláčil ไม่มีความเชื่อมั่นต่อ 1968 Prague Spring ฤดูใบไม้ผลิแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เฉกเช่นเดียวกับตอนจบที่ Ondřej หวนกลับมายัง Holy Land แม้ไม่ได้เข้าไปยังปราสาทครูเสด เพียงนั่งอยู่ริมชายหาด เหม่อมองท้องทะเลด้วยความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ราวกับตระหนักว่าตนเองไม่มีทางหลบหนีจากโลกแห่งความโหดร้ายนี้ … ฟังดูราวกับคำพยาการณ์การหวนกลับมาของสหภาพโซเวียต และพันธมิตร Warsaw Pact นำไปสู่จุดสิ้นสุด 1968 Prague Spring ที่จะทำให้ Czechoslovakia เข้าสู่ฤดูหนาวเหน็บอันยาวนานกว่าสองทศวรรษ

ชื่อหนัง The Valley of the Bees ช่วงต้นเรื่องเหมือนทำการเปรียบเทียบกับเมือง(สมมติ) Vlkov ที่ทุกสิ่งอย่างขึ้นกับผู้นำ/นางพญา ผึ้งตัวอื่นๆเพียงทำตามคำสั่งหัวหน้า! เฉกเช่นเดียวกับคณะอัศวินทิวทอนิก และรวมถึงระบอบเผด็จการ/สังคมนิยม ประชาชนไร้สิทธิ์เสียง เพียงก้มหัวศิโรราบต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์


หนังใช้ทุนสร้าง 4,379,000 Kčs (=$2.3-5.2 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2025) ยุคสมัยนั้นในประเทศสังคมนิยมถือว่าเยอะพอสมควร แต่เมื่อเทียบกับ 12,733,000 Kčs ของ Marketa Lazarová (1967) ก็ดูเล็กน้อยลงทันตาเห็น

ด้วยความที่เสียงตอบรับไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ก็เพราะผู้ชม/นักวิจารณ์เอาแต่เปรียบเทียบกับ Marketa Lazarová (1967) มีรายงานยอดจำหน่ายตัวเพียง 350,000 คน สรุปแล้วหนังประวัติศาสตร์ยุคกลางทั้งสองเรื่องของผกก. Vláčil ล้วนขาดทุนย่อยยับเยิบ!

ผมไม่แน่ใจว่าหนังได้รับการบูรณะแล้วหรือยัง เพราะฉบับ Blu-Ray ของค่าย Second Run วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2024 ด้านหลังไม่มีระบุรายละเอียดใดๆ เลยคาดว่าน่าจะเพียงการสแกนใหม่ (Digital Transfer) เท่านั้นกระมัง

จริงๆตั้งแต่เมื่อตอนเขียนถึง Marketa Lazarová (1967) ผมวางแผนจะรับชม The Valley of the Bees (1968) ต่อกันเลย! แต่พอเห็นคำวิจารณ์ที่มักทำการเปรียบเทียบ บอกว่าคุณภาพห่างชั้นกันมาก เลยเกิดความยับยั้งชั่วใจ ไว้ค่อยหาโอกาสครั้งถัดไปดีกว่า ซึ่งโดยส่วนตัวรู้สึกว่าคิดถูกที่ทำเช่นนั้น … เพราะก็คงเปรียบเทียบหนังสองเรื่องคู่กัน

การเว้นระยะห่างทำให้ผมมอง The Valley of the Bees (1968) เป็นหนังเดี่ยวๆ ไม่ได้เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์อะไรกับ Marketa Lazarová (1967) ผลลัพท์เลยสังเกตเห็นความลึกล้ำซ่อนเร้น และสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวเข้ากับบรรยากาศ 1968 Prague Spring … ผู้กำกับ Vláčil แม้ไม่ถูกจัดเข้าพวก Czechoslovak New Wave แต่ผลงานเรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยอย่างแน่นอน!

จัดเรต 15+ กับความเหี้ยมโหดร้ายในยุคกลาง

คำโปรย | The Valley of the Bees ความพยายามของผู้กำกับ František Vláčil ที่จะเป็นอิสรภาพจากรังผึ้ง/อัศวินทิวทอนิก แต่ก็ต้องแลกมากับโศกนาฎกรรม ปลายขอบฟ้าไม่มีวันมิอาจเอื้อม
คุณภาพ | รัผึ้